
รอยร้าวมันลึก
สังเกตเห็นได้ชัดครับ ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกทั้งหลายเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ กันขึ้น ก็มักจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่มีใครยอมใคร
สังเกตเห็นได้ชัดครับ ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกทั้งหลายเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ กันขึ้น ก็มักจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่มีใครยอมใคร
โดย....ธนพล ไชยภาษี
อย่างกรณีเรือประมงจีน กับเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่น ที่เกิดการชนกันขึ้นบริเวณเกาะเตียวหยู บริเวณทะเลเหลือง ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทอ้างกรรมสิทธิ์ของสองประเทศนั้น จากเรื่องเล็กๆ ก็ลุกลามใหญ่โต เมื่อญี่ปุ่นเอง ก็ดึงดันไม่ปล่อยตัวกัปตันเรือประมงจีน และไม่ขอโทษ ส่วนจีนก็เห็นเป็นเรื่องแห่งศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ จนขณะนี้สถานการณ์บานปลายจนถึงขั้นเลิกการพูดคุยกันในทุกระดับ นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีนถึงกับออกโรงมาต่อว่าต่อขานญี่ปุ่นกันทีเดียว
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ต้องบอกว่า ญี่ปุ่นทำเวรทำกรรมไว้กับ เกาหลี และจีนไว้มาก และ ญี่ปุ่นมักจะไม่รู้สึกผิดกับการกระทำในอดีตของตนสักเท่าไหร่ จนรอยร้าวในประวัติศาสตร์จึงไม่จางหายไป แต่กลับเป็นแผลเป็นที่คอยทิ่มแทงปัจจุบัน
อย่างเช่น ญี่ปุ่น ก่อนและระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงระหว่างปี 1910-1945 กองทัพญี่ปุ่นเคยเข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลีไว้ และเป็นการยึดครอง และปกครองแบบที่เรียกว่า ตั้งใจจะทำให้ชาวเกาหลีสูญพันธุ์ไปเลยทีเดียว ย่ำแย่ถึงขนาดที่ว่า ให้คนเกาหลีห้ามพูดภาษาเกาหลี ให้พูดภาษาญี่ปุ่น คนเกาหลีถึงขนาดต้องเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นกันหมด
ส่วนจีนเอง ก็เจอหนักไม่เบาในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้าตีและยึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นานกิง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามปิดบังเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังกล่าว
เชลยชาวจีนถูกสังหารไปนับแสนคนในไม่กี่วัน ด้วยวิธีการประหารที่โหดร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาบซามูไรตัดคอแข่งกันระหว่างทหารญี่ปุ่น ใช้วิธีการข่มขืนสตรีชาวจีนก่อนที่จะใช้มีดแทงเข้าที่อวัยวะเพศ คว้านตับไตไส้พุงของเชลยเป็นๆ จับฝังเป็นๆ โผล่แต่ศีรษะก่อนลงดาบ
เหตุการณ์เหล่านี้ฝังอยู่ในใจของชาวเกาหลีและจีนมาตลอดครับ และดังที่ผมบอกเอาไว้คือ ญี่ปุ่นพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ พยายามลบประวัติศาสตร์ช่วงนี้ออกไป
หลายครั้งหลายครา ที่ผู้นำญี่ปุ่นยังเดินทางไปคารวะที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ เพื่อสักการะบรรพบุรุษอดีตผู้นำประเทศ ซึ่งแต่ละครั้งก็สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งจีนและเกาหลี เพราะเห็นว่าอดีตผู้นำญี่ปุ่นก่อกรรมทำเข็ญกับชาวจีนและเกาหลีไว้มาก
มีแต่เพียงช่วงนี้ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ที่ญี่ปุ่นเริ่มเห็นว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยว และยอมออกมาขอโทษต่อเหตุการณ์ในอดีตครับ และเริ่มที่จะไม่ไปที่ศาลเจ้ายาสุกุนิอีก แต่ก็เห็นชัดว่าเท่านั้นยังไม่พอต่อสิ่งที่ญี่ปุ่นกระทำไว้ในอดีต
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรเล็กๆ น้อยๆ แค่สะกิดกันเฉยๆ ก็มักจะเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตขึ้นมาทุกที







