
เอกชนโลกโตแกร่ง
การพุ่งทะยานทุบสถิติแทบจะรายวันของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ นับว่าได้อานิสงส์สำคัญมาจากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การพุ่งทะยานทุบสถิติแทบจะรายวันของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ นับว่าได้อานิสงส์สำคัญมาจากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่อาจเรียกได้ว่าเป็นฤดูผลประกอบการที่สดใสบานสะพรั่งที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2008 สำหรับบริษัทหลายรายโดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐ
ภาคเอกชนที่ยังคงมีผลประกอบการแข็งแกร่งคงหนีไม่พ้น “กลุ่มไอที” เริ่มที่เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดังซึ่งธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ทั้งหมดของบริษัทปรับตัวขึ้น 44.8% อยู่ที่ 9,320 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) หลังเฟซบุ๊กยังคงเดินหน้ากวาดโฆษณาออนไลน์ทั่วโลก
โฆษณาออนไลน์บนสมาร์ทโฟนนับเป็นแหล่งทำเงินหลักของเฟซบุ๊ก เพราะคิดเป็นสัดส่วนถึง 87% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมด โดยรายได้จากโฆษณาที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของเฟซบุ๊ก บ่งชี้ว่าแพลตฟอร์มบริษัทยังดึงดูดบรรดาบริษัทโฆษณาอยู่
นอกจากเจ้าโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ผลกำไรไตรมาส 2 ที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ซึ่งพุ่งขึ้น 72.7% ไปอยู่ที่ 14.1 ล้านล้านวอน (ราว 4.21 ล้านล้านบาท) หลังได้แรงหนุนจากธุรกิจผลิตชิป ที่ทำกำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด 8 ล้านล้านวอน (ราว 2.39 แสนล้านบาท) จาก 2.6 ล้านล้านวอน (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว โดยซัมซุงมองว่าธุรกิจผลิตชิปจะยังเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาสต่อไป และเป็นกำลังสำคัญให้บริษัทในอนาคต ขณะที่การขยายตัวของธุรกิจสมาร์ทโฟนกำลังแผ่วลง หลังกำไรของธุรกิจดังกล่าวปรับตัวลดลงในไตรมาส 2
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า กำไรจากธุรกิจสมาร์ทโฟนของซัมซุงยังไม่น่ากระเตื้องขึ้นมากนัก เนื่องจากยอดขายของกาแล็คซี่ เอส8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป ไม่น่าจะสูงกว่ารุ่นเอส7 ที่ทำยอดขายมหาศาลก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ การเปิดเผยผลกำไรสดใสของซัมซุงเกิดขึ้นหลังซัมซุงเผชิญวิกฤตหลายระลอก จากการที่ อีแจยอง รองประธานซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ทายาทสายตรงของบริษัท ซัมซุง กรุ๊ป ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชั่นหลังจากมีส่วนพัวพันกับกรณีอื้อฉาวของอดีตประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ ผู้โดนประชาชนประท้วงขับออกจากตำแหน่งไปเมื่อไม่นานนี้
นอกเหนือจากยักษ์ไอทีที่กำไรสดใสแล้ว บรรดาภาคธนาคารโดยเฉพาะธนาคารสหรัฐต่างมีผลกำไรที่น่าพอใจ โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า 10 ธนาคารใหญ่สัญชาติสหรัฐ ที่รวมถึงธนาคารเจพี มอร์แกน และธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา ต่างทำรายได้เพิ่มขึ้นรวมกันอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.99 แสนล้านบาท) ในไตรมาส 2 ปีนี้ ต่ำกว่ารายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2007 ไม่กี่ล้านดอลลาร์เท่านั้น
รายได้ที่เพิ่มขึ้นของภาคธนาคารบ่งชี้ว่าเหล่าแบงก์ใหญ่ประสบความสำเร็จในการควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน และสามารถหาทางสร้างรายได้เพิ่ม หลังเผชิญจุดตกต่ำช่วงวิกฤตการเงินปี 2008
ทิศทางผลประกอบการขาขึ้นยังรวมถึงธุรกิจพลังงานด้วยเช่นกัน โดยเชลล์ บริษัทน้ำมันรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ผลกำไรพุ่งขึ้น 3 เท่า ขณะที่รายได้สุทธิก่อนหักค่าใช้จ่ายพุ่งขึ้น 245% อยู่ที่ 3,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.19 แสนล้านบาท) สูงกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 3,150 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.04 แสนล้านบาท) หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเมื่อไม่นานนี้ และกิจการขุดเจาะน้ำมันของบริษัทเป็นไปได้ด้วยดี
ขณะเดียวกัน โททาล บริษัทน้ำมันอีกแห่งจากฝรั่งเศส เปิดเผยว่า รายได้สุทธิปรับขึ้น 14% อยู่ที่ 2,470 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาส 2 ซึ่งแม้จะปรับขึ้นน้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้านี้ แต่นับว่ายังขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์
แม้ทิศทางธุรกิจของเอกชนรายใหญ่จากภาคส่วนต่างๆ ยังดูสดใส แต่ก็มีเอกชนบางรายที่น่าเป็นห่วง เช่น เนสท์เล่ ผู้ผลิตขนมและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่แย้มว่ายอดขายของบริษัทปี 2017 คาดว่าจะอ่อนแอที่สุดในรอบ 20 ปี ลดลงครึ่งหนึ่งจากคาดการณ์ยอดขายขยายตัว 2-4% ของบริษัท หลังยอดขายสินค้าเนสท์เล่เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนรสนิยม โดยลดการรับประทานขนมขบเคี้ยวที่มองว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ







