
ครบ 1 ปีรัฐประหารล้มเหลวในตุรกี รัฐบาลยังคงกวาดล้างผู้เห็นต่าง
รัฐบาลตุรกีสั่งปลดข้าราชการอีก 7,000 คนฐานเกี่ยวข้องรัฐประหารปีที่แล้ว
รัฐบาลตุรกีสั่งปลดข้าราชการอีก 7,000 คนฐานเกี่ยวข้องรัฐประหารปีที่แล้ว
คืนวันที่ 15 กรกฏาคมในปีที่แล้ว ประชาชนหลายหมื่นคนได้ร่วมลุกฮือขวางรถถัง เพื่อต่อต้านเหตุการณ์ที่ทหารกลุ่มหนึ่งในกองทัพตุรกี ออกมายึดอำนาจในช่วงที่ประธานาธิบดีเรจิป ไตยิป เออร์โดอัน อยู่ระหว่างพักร้อน โดยทหารได้นำกำลัง รถถัง และเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญหลายแห่งเช่น สถานีโทรทัศน์ ท่าอากาศยาน สะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัส ทั้งในกรุงอังการา เมืองหลวง และนครอิสตันบูล แต่มาประธานาธิบดีเออร์โดอัน ได้ไลฟ์ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว
แม้ว่าความพยายามในครั้งนั้นยังไม่เป็นผลแต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้มีประชาชนบาดเจ็บและมีสถานที่สำคัญทางราชการเสียหายหลายแห่ง จากความล้มเหลวดังกล่าวทำให้รัฐบาลเออร์โดอันใช้เป็นเหตุผลในการกวาดล้างกลุ่มนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ข้าราชการ ทหาร และบรรดานักวิชาการหลายฝ่ายที่เห็นต่าง
โดยล่าสุดรัฐบาลตุรกีได้สั่งปลดข้าราชการ ทหารตำรวจกว่าอีก 7,000 รายเมื่อวานนี้ซึ่งครบรอบ 1 ปีของการรัฐประหาร โดยในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจราว 2,300 นาย นักวิชาการ 302 คนและสั่งถอดยศนายทหารอีกเกือบ 350 นาย คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ตุรกีจะจัดงานรำลึกการครบรอบ 1 ปีของการกบฏ ซึ่งรัฐบาลเออร์โดอัน เชื่อว่านายเฟตุลเลาะห์ กูเลน นักศาสนาที่ลี้ภัยในสหรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ขณะที่นายเซอร์ดาร์ คิลิก เอกอัคราชทูตตุรกีประจำสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลวอชิงตันที่ไม่ตอบสนองคำรองของตุรกีในการส่งตัวนายกูเลน ผู้ที่รัฐบาลตุรกีอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์กบฏให้กับทางตุรกี
ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งดังกล่าว รัฐบาลเคยได้ออกคำสั่งกวาดล้างจับกุมประชาชนราว 50,000 คนและสั่งปลดข้าราชการอีกกว่า 10,000 ราย รวมทั้งสื่อมวลชน ด้านประธานาธิบดีเออร์โดกัน ได้ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการปกป้องผู้สื่อข่าว (CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อเสรีภาพและสิทธิของสื่อมวลชน ระบุว่า ปัจจุบันมีองค์กรสื่อในตุรกีราว 160 รายถูกสั่งปิดทำการ และมีผู้สื่อข่าวรวมทั้งบุคลากรสื่อราว 2,500 คนถูกปลดจากงาน และตุรกีเป็นประเทศที่สั่งจำคุกผู้สื่อข่าวมากที่สุดในโลก
ทั้งนี้บรรดาชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและนาโต้ รวมถึงองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล) ได้แสดงความวิตกกังวลต่อเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งกำลังถูกรัฐบาลเออร์โดอัน ริดรอนสิทธิโดยการอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของรัฐ







