โลกร้องสื่อออนไลน์คุมคอนเทนต์กลุ่มหัวรุนแรง
กลุ่ม จี7 เรียกร้องสื่อออนไลน์เพิ่มการจัดการคอนเทนต์รุนแรง สกัดการแพร่แนวคิดสุดโต่ง
กลุ่ม จี7 เรียกร้องสื่อออนไลน์เพิ่มการจัดการคอนเทนต์รุนแรง สกัดการแพร่แนวคิดสุดโต่ง
กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ (จี7) เรียกร้องให้บรรดาบริษัทอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กและกูเกิลเพิ่มมาตรการควบคุมคอนเทนต์ของกลุ่มหัวรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถสกัดการเผยแพร่แนวคิดสุดโต่งบนโลกออนไลน์ได้ หลังเกิดเหตุก่อการร้ายอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งในเมืองแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ เมืองมาราวีของฟิลิปปินส์ และกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย
“อินเทอร์เน็ตคือหนึ่งในความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อจุดมุ่งหมายในการก่อการร้าย เราจึงเรียกร้องให้เอกชนผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์เพิ่มความพยายามมากขึ้นเพื่อจัดการกับคอนเทนต์ก่อการร้ายดังกล่าว” แถลงการณ์ จี7 ระบุ
ทั้งนี้ ในการประชุม จี7 เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกของกลุ่ม ประกอบด้วย อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหรัฐ ออกแถลงการณ์ร่วมกันย้ำจุดยืนต่อสู้กับการก่อการร้ายทั่วโลก และจะมีการประชุมเพิ่มเติมในอีกไม่นานนี้เพื่อหารือประเด็นดังกล่าว
“จากเหตุโจมตีอันขี้ขลาดในเมืองแมนเชสเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เราหารือกันเกี่ยวกับสิ่งที่สามารถดำเนินการร่วมกันให้มากขึ้นเพื่อจัดการภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการต่อสู้กำลังเปลี่ยนจากในสมรภูมิรบมาสู่อินเทอร์เน็ตแล้ว” นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ กล่าว พร้อมเรียกร้องให้เอกชนพัฒนาเครื่องมือตรวจสอบคอนเทนต์ออนไลน์แบบอัตโนมัติที่สามารถระบุเนื้อหาและตัวผู้โพสต์ได้
อย่างไรก็ดี กลุ่ม จี7 ยังไม่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการใหม่เพื่อลงโทษบริษัทที่ไม่สามารถควบคุมคอนเทนต์รุนแรงได้ โดยทูตระดับสูงรายหนึ่งของฝรั่งเศสเปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า จี7 เพียงแค่พูดคุยในการเพิ่มแรงกดดันบริษัทอินเทอร์เน็ตภายใต้กฎหมายที่มีอยู่
ขณะเดียวกันเอเอฟพีรายงานว่า หน่วยงานด้านการทหารของฟิลิปปินส์จะเซ็นเซอร์โซเชียลมีเดียและสื่ออื่นๆ เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ในพื้นที่เกาะมินดาเนาทางใต้ของประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกในขณะนี้
“เราจะใช้การเซ็นเซอร์ โดยพิจารณาตามเงื่อนไข 3 ประการ คือ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตพลเมือง เอื้อต่อปฏิบัติการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” เรสติตูโต พาดิลลา โฆษกกองทัพบกฟิลิปปินส์ กล่าว
พาดิลลา ระบุว่า โซเชียลมีเดียจะถูกเซ็นเซอร์เป็นพิเศษ และเตือนให้บุคคลทั่วไปอย่าฝ่าฝืนกฎดังกล่าวด้วยการโพสต์คอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายบั่นทอนความมั่นคง ไม่เช่นนั้นจะถูกทางการควบคุมตัว
อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊กและวอตส์แอพ กำลังกลายเป็นหนทางในการติดตามสถานการณ์ในประเทศสำหรับชาวเวเนซุเอลา หลังรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า รัฐบาลเวเนซุเอลากดดันให้บรรดาสถานีโทรทัศน์จำกัดการถ่ายทอดสดสถานการณ์ประท้วงรัฐบาลภายในประเทศ
แหล่งข่าวจากสถานีโทรทัศน์ โกลโบวิชั่น เปิดเผยว่า ช่องข่าว 24 ชั่วโมงของสถานีได้รับคำเตือนจากโคนาเทล ซึ่งเป็นหน่วยกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เผยแพร่เหตุปะทะระหว่างผู้ประท้วงรัฐบาลกับกองกำลังความมั่นคง รวมถึงห้ามออกอากาศคำว่า “เผด็จการ” และ “การกดขี่” โดยโคนาเทลจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับเนื้อหาการรายงานข่าว
แม้โซเชียลมีเดียกลายเป็นทางเลือกในการติดตามข่าวของชาวเวเนซุเอลา แต่รอยเตอร์สรายงานว่า มีประชากรเพียง 53% ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ภาพ...เอเอฟพี







