
9ปียิ่งเกลียด ยิ่งชัง?
11 ก.ย. 2553 ชาวอเมริกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสะดุ้งตื่นพร้อมความจริงที่ว่า ผู้ร่วมชาติไม่ได้หลุดพ้นจากอคติ ความแค้น และความรู้สึกของการแบ่งแยกจากการเลือกที่รับรู้ รับฟัง....
11 ก.ย. 2553 ชาวอเมริกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสะดุ้งตื่นพร้อมความจริงที่ว่า ผู้ร่วมชาติไม่ได้หลุดพ้นจากอคติ ความแค้น และความรู้สึกของการแบ่งแยกจากการเลือกที่รับรู้ รับฟัง....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในนาทีที่โลกได้จารึกเหตุก่อการร้ายครั้งสำคัญ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 9 ปีก่อน ในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐ มีความเชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาใจสังคมโลกก็คือ เหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 จะเป็นจุดเปลี่ยนของหลายๆ สิ่ง
การเปลี่ยนแปลงที่ว่า ไม่ใช่เพียงแค่จำกัดอยู่แค่การคุมเข้ม และการปฏิวัติระบบความปลอดภัยภายในสนามบิน แต่ทุกสิ่งพลิกผันไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะในสหรัฐ และภายใต้จิตใจของชาวอเมริกัน
ไม่ทันที่เขม่าควันจากการล่มสลายของอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ สัญลักษณ์แห่งธุรกิจและโลกทุนนิยมในสหรัฐ จะเลือนจางไปจากท้องฟ้า ชาวอเมริกันก็ประกาศจุดยืนอย่างแน่วแน่ที่จะต่อสู้กับเหล่าผู้ก่อการร้าย
ในเวลานั้นคล้ายกับว่า ชาวอเมริกันระคนไปด้วยหลากหลายอารมณ์ทั้งเสียใจ หดหู่ หวาดกลัว และโกรธแค้น
แต่บนหนทาง 9 ปีที่ผ่านมา ยามนี้กลุ่มก่อการร้ายอาจจะกำลังยิ้มเยาะอย่างสุขใจ กับสถานการณ์ในสหรัฐ ที่อารมณ์ของผู้คนกำลังปะทุจนเฉียดจุดเดือดของความแตกแยกและอคติ พื้นฐานแห่งความโกลาหลมากมาย
พิธีรำลึกครบรอบ 9 ปี ไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ที่ฉาบด้วยกลิ่นอายของความเจ็บปวด มากกว่าพลังของความชิงชังและเคียดแค้น
ปีนี้จะไม่ได้มีแค่การประกาศรายชื่อผู้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ระลึกโลกราว 3,000 คน และการกล่าวรำลึกถึงโศกนาฏกรรมเพียงเท่านั้น
แต่ทว่าเบื้องลึกของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มาร่วมพิธีการในปีนี้ คงจะเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะเลี่ยงอารมณ์ของความร้อนแรง เจ็บปวด และเคียดแค้น ซึ่งคลุ้งไปด้วยแรงต่อต้าน จากโครงการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งศาสนาอิสลาม และมัสยิด ที่ตั้งห่างจากพื้นที่กราวด์ซีโรเพียง 2 บล็อก ชนวนในการถกเถียงและยังไร้วี่แววของบทสรุป
หลังพิธีการรำลึกเสร็จสิ้นจะมีการเดินขบวน กลุ่มหนึ่งสนับสนุนการตั้งศูนย์ อีกกลุ่มประท้วงแผนดังกล่าว
นั่นยังไม่รวมถึงการนำไปสู่กรณีอันเปราะบางต่อความขัดแย้ง ด้วยการขู่ที่จะเผาพระคัมภีร์อัลกุรอานของบาทหลวงเทอร์รี โจนส์ ผู้นำโบสถ์คริสตจักรเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในเมืองเกนสวิลล์ รัฐฟลอริดา ของสหรัฐ
ดังนั้น ชัดเจนมากว่า แผนการสร้างศูนย์ดังกล่าวได้ทำหน้าที่ไม่ต่างจากเชื้อเพลิง ที่กำลังเพิ่มศักยภาพของความไม่พอใจ และความขัดแย้งเป็นเท่าทวี
คำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมสิ่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นชนวนและเชื้อเพลิงของความขัดแย้งได้ดีนัก...
ระยะเวลา 9 ปี สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในใจของชาวอเมริกันที่มีต่อชาวมุสลิม
“ความวุ่นวายของเดอะ พาร์ค 51 เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบแห่งการถือทิฐิที่มีต่อชาวมุสลิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอยู่นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 แต่ได้หยั่งรากลึกมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้” อิบราฮิม มูซา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านอิสลามศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยดุก รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสารไทม์
ไทม์ ฉบับเดือน ส.ค. ตั้งคำถามว่า สหรัฐเป็นอิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia) หรือ ซึ่งมีความน่าสนใจในหลายประเด็นที่ทำให้เห็นภาพว่า ทัศนคติและพฤติกรรมของชาวอมริกันที่มีต่อชาวมุสลิม
ผลการสำรวจของไทม์ระบุว่า 46% ของชาวอเมริกันเชื่อว่า อิสลามจะสนับสนุนความรุนแรงต่อต้านผู้ที่ไม่เชื่อถือในศาสนา มีชาวอเมริกันเพียง 37% ที่รู้จักชาวอเมริกันที่เป็นมุสลิม และ 23% เท่านั้น ที่คิดว่าศูนย์วัฒนธรรมอิสลามใกล้กราวด์ซีโรเป็นสัญลักษณ์ของความเปิดกว้างทางศาสนา ขณะที่มีถึง 44% ที่เชื่อว่าศูนย์ดังกล่าวจะเป็นการสบประมาทบรรดาเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุวินาศกรรม 9/11
แต่ขณะเดียวกัน ถ้าจะมองว่าสหรัฐเป็นอิสลาโมโฟเบีย สหรัฐก็ยังห่างชั้นจากประเทศอื่นๆ ในฝั่งตะวันตกมาก
สหรัฐไม่มีกฎหมายห้ามคลุมฮิญาบแบบบุรกาอย่างในฝรั่งเศส หรือการห้ามสร้างหออะซาอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งผลการสำรวจหลายๆ แห่ง แสดงให้เห็นว่าชาวมุสลิมส่วนมากรู้สึกว่าการอาศัยอยู่ในสหรัฐมีความปลอดภัยมากกว่า และมีอิสระมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกตะวันตก
ในปีนี้ สหรัฐมีมิสยูเอสเอ ซึ่งเป็นชาวมุสลิมครั้งแรก อเมริกันมุสลิมสองท่านได้รับการคัดเลือกเข้าสู่สภาคองเกรส อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีการเปิด ซัยตูนา คอลเลจ วิทยาลัยมุสลิมแห่งแรกในสหรัฐ
นโยบายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา มีความชัดเจนในการแก้ไขและสร้างสัมพันธภาพอันดีต่อโลกมุสลิม
อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องยอมรับว่า “บางส่วนของผู้คนในศาสนาหลักของประเทศ และผู้นำทางการเมืองบางส่วนก็ปนเปอิสลามเข้ากับกลุ่มก่อการร้ายและความโหดร้าย” ไทม์ระบุ
ข้อมูลจากรายงานของเอเอฟพี ซึ่งอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ มาร์ก โปตอก นักวิเคราะห์จากศูนย์กฎหมายความยากจนภาคใต้ (the Southern Poverty Law Center) ระบุว่า มีการเริ่มต้นของคลื่นการปะทะเกิดขึ้นนับจากเหตุการณ์ในเดือน พ.ค. เมื่อชายคนหนึ่งจุดระเบิดท่อในระหว่างที่มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ศูนย์อิสลามแห่งหนึ่งในเมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา
หลังจากนั้นจึงมีเหตุการณ์อื่นๆ ตามมา ซึ่งเป็นการทำลายทรัพย์สิน หรือพยายามลอบวางเพลิงที่มัสยิดในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเทกซัส ตามมาด้วยในพื้นที่ใกล้กับเมืองเฟรสโน รัฐแคลิฟอร์เนีย และเหตุการณ์ต้องสงสัยว่าจะเป็นการลอบวางเพลิงในพื้นที่ก่อสร้างมัสยิดที่แทนซาเนีย
ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นผลกระทบที่ตามมาจากอารมณ์ขุ่นๆ ที่ฟูมฟักอยู่ในเบื้องลึกของแต่ละคน ยิ่งสร้างแรงเคลื่อนไหวต่อต้านมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ปลุกเร้าความกลัวให้กับชาวอเมริกันจำนวนมากเช่นกันว่า สิ่งที่เริ่มจากเพียงการปะทะทางวาจา จะกลายเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม
สื่อหลายแห่งรวมทั้งเอเอฟพีเองพยายามชี้ว่า ส่วนหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งถูกนำมาเป็นประเด็นการเมือง เนื่องจากกำลังเหยียบย่างเข้าสู่ช่วงของการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย.
“ผมคิดว่าคนจำนวนมากกำลังใช้สิ่งนี้เป็นประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก” ไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีแห่งนครนิวยอร์ก กล่าว พร้อมกับคาดเดาว่า เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะสร่างซาลงหลังการเลือกตั้ง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ประเด็นและความรู้สึกที่เติบโตอยู่ในจิตใจ และความรู้สึกของชาวอเมริกัน รวมถึงประชาชนในอีกหลายมุมโลกต่อชาวมุสลิมก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องผสาน
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 ชาวอเมริกันต้องผวากับวินาศกรรมครั้งประวัติศาสตร์ ระยะทาง 9 ปี แม้หลายสิ่งอาจจะไม่ได้ช่วยเยียวยาฝันร้ายของชาวอเมริกันให้เลือนจนหมดสิ้น
ทว่าในวันที่ 11 ก.ย. 2553 ชาวอเมริกันก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องสะดุ้งตื่นพร้อมความจริงที่ว่า ผู้ร่วมชาติไม่ได้หลุดพ้นจากอคติ ความแค้น และความรู้สึกของการแบ่งแยกจากการเลือกที่รับรู้ รับฟัง ซึ่งล้วนเป็นต้นตอแห่งโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น







