
เลือกตั้งฝรั่งเศสผันผวน หวั่นฉุดยุโรปป่วนยาว
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสซึ่งจะจัดขึ้นรอบแรกในวันที่ 23 เม.ย.ที่จะถึงนี้ และรอบชิงในวันที่ 7 พ.ค.
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสซึ่งจะจัดขึ้นรอบแรกในวันที่ 23 เม.ย.ที่จะถึงนี้ และรอบชิงในวันที่ 7 พ.ค. กลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกกลับมาจับตามองอีกครั้ง เนื่องจาก “ฌอง-ลุก เมลองชง” ผู้สมัครจากพรรคซ้ายจัด ลา ฟรองซ์ แองซูมิส หรือ ฟรานซ์ อันบาวด์ กำลังตีตื้นตัวเต็งอย่าง “เอ็มมานูเอล มาครอง” ผู้สมัครอิสระที่มีนโยบายสายกลาง และ “มารีน เลอเปน” หัวหน้าพรรคเนชั่นแนล ฟรอนต์ ซึ่งมีแนวคิดขวาจัดสุดโต่ง โดยความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าจะเพิ่มความเสี่ยงบั่นทอนเอกภาพของสหภาพยุโรป (อียู)
ผลสำรวจล่าสุดเมื่อวันที่ 11 เม.ย. โดยไอฟอป สำนักทำโพลรายใหญ่ของฝรั่งเศสพบว่า ในการเลือกตั้งรอบแรก เลอเปนมีคะแนนนำอยู่ที่ 24% ตามด้วย มาครองที่ 23% และฟรองซัวส์ ฟียง ผู้สมัครฝั่งขวาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งได้คะแนนไป 19%
ขณะที่ เมลองชง ผู้มีนโยบายสุดขั้วและต้องการพาฝรั่งเศสถอนตัวจากอียูเช่นเดียวกับเลอเปน สามารถทำคะแนนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยไอฟอป ระบุว่า คะแนนของเมลองชงเพิ่มขึ้นมาจากอันดับ 5 ที่ 10.5% เมื่อเดือน มี.ค. ไปอยู่อันดับ 4 ที่ 18.5% ซึ่งแม้เลื่อนขึ้นมาเพียงอันดับเดียว แต่คะแนนห่างจากฟียงเพียง 0.5% เท่านั้น สูสีอย่างมากจนมีแนวโน้มเบียดแซงฟียงขึ้นมาได้ และอาจทะลุเข้าสู่การเลือกตั้งรอบชิง
ความนิยมที่ทะยานขึ้นมาของเมลองชงก่อนการเลือกตั้งรอบแรกแค่ 10 วัน บ่งชี้ถึงความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยไอฟอปเปิดเผยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 40% ยังคงไม่ตัดสินใจว่าจะลงคะแนนให้ใคร ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งอาจพลิกผันเหนือความคาดหมาย
นอกจากนี้ แรงสนับสนุนเมลองชงที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่า ความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูยังคงอยู่ และปลุกกระแส “เฟร็กซิต” หรือการผลักดันให้ฝรั่งเศสออกจากอียูขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งสร้างความกังวลให้กับบรรดานักลงทุน จากการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของฝรั่งเศส แล้วหันไปซื้อพันธบัตร 10 ปี ของเยอรมนีที่มองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าแทน จนทำให้เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรของฝรั่งเศสและเยอรมนี ปรับตัวขึ้น 0.75% สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ จากไม่ถึง 0.60% เมื่อปลายเดือน มี.ค. รวมถึงยังกดดันให้ค่าเงินยูโรปรับลงมาอยู่ที่ 1.0579 เหรียญสหรัฐ/ยูโร ต่ำสุดในรอบ 1 เดือนระหว่างการซื้อขายในวันดังกล่าว
แม้ว่าเมลองชงมาจากพรรคซ้ายจัดที่อยู่กันคนละขั้วกับเลอเปน แต่นโยบายของทั้งสองกลับคล้ายคลึงกันหลายด้าน เช่น การไม่เห็นด้วยกับการค้าเสรีและการเป็นสมาชิกอียู โดยเมลองชงนั้นต้องการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของฝรั่งเศสกับอียู ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อย่างการแก้ไขข้อตกลงการค้าเพื่อให้รัฐบาลฝรั่งเศสสามารถเข้าไปบริหารจัดการเศรษฐกิจได้มากขึ้น รวมถึงการปรับนโยบายด้านสังคม ประชาธิปไตย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากการเจรจาดังกล่าวล้มเหลว เมลองชงจะระงับการจ่ายงบส่วนกลางให้อียู ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านยูโร (ราว 6.96 แสนล้านบาท) และใช้นโยบายควบคุมพรมแดนเพื่อคุมเข้มการเคลื่อนไหวของเงินทุนและสินค้าต่างๆ แล้วจะจัดการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูเป็นลำดับถัดไป
ด้านเลอเปนให้คำมั่นว่าจะกลับไปเจรจาการเงื่อนไขการเป็นสมาชิกอียูของฝรั่งเศสอย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการใช้เงินสกุลยูโรและการควบคุมพรมแดนอย่างเข้มงวด โดยหากเจรจาไม่สำเร็จ เลอเปนจะจัดการลงประชามติเกี่ยวกับความสัมพันธ์อียูภายใน 6 เดือนถ้าชนะการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ เลอเปนยังมีนโยบายปกป้องการค้าเพื่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศยุโรปโดยตรง เนื่องจากฝรั่งเศสนำเข้าสินค้าจากยุโรปถึง 66% คิดเป็น 3.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015
ทั้งนี้ การผลักดันการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูเสี่ยงนำไปสู่เฟร็กซิต เนื่องจากผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันวิจัยพิว รีเสิร์ช พบว่า ชาวฝรั่งเศสเกือบ 62% มีมุมมองลบต่ออียู ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความไม่พอใจนโยบายผู้อพยพและประเด็นความมั่นคง หลังฝรั่งเศสเผชิญเหตุก่อการร้ายในช่วงที่ผ่านมาจนทำให้รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจยังทำให้ชาวฝรั่งเศสมองการเป็นสมาชิกอียูในแง่ร้ายมากขึ้น แม้ในปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ในยูโรโซนรองจากเยอรมนี แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับอ่อนแรง โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสแรกปี 2017 ลงมาอยู่ที่ 0.3% จากเดิมที่ 0.4% ขณะที่อัตราว่างงานยังสูงถึง 10.6% ส่วนผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจโดยธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับตัวลดลงในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 103 จุด จาก 104 จุดในเดือนก่อนหน้านี้ บ่งชี้ว่าภาคเอกชนมีมุมมองลบมากขึ้นต่อการทำธุรกิจ
ปัจจัยเหล่านี้จึงคาดว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเฟร็กซิต หากฝรั่งเศสจัดการลงประชามติขึ้น โดยเฟร็กซิตจะสร้างความปั่นป่วนในระยะยาวให้กับอียูมากกว่าการถอนตัวของอังกฤษ หรือเบร็กซิต หลายเท่า เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอียู และมีอิทธิพลสูงสุดในสหภาพไม่แพ้เยอรมนี ดังนั้น หากฝรั่งเศสถอนตัวออกจากอียูจริง ความเป็นเอกภาพและอิทธิพลของอียูต่อเศรษฐกิจทั่วโลกจะค่อยๆ ลดลงไปในที่สุด
“เฟร็กซิตอาจทำให้อียูกลายเป็นเพียงสหภาพเศรษฐกิจทั่วไป และหากกระบวนการถอนตัวของฝรั่งเศสเป็นไปอย่างราบรื่น มีแนวโน้มที่ประเทศอื่นๆ ในอียู เช่น อิตาลี อาจทำตาม” ลาริสซา บรุนเนอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังสมอง ออกซฟอร์ด อะนาไลติกา กล่าว
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่ที่ยังคงมีความไม่แน่นอน จึงเป็นการชี้ชะตาสำคัญเกี่ยวกับทิศทางอนาคตของยุโรป และวัดความแข็งแกร่งของอียู ท่ามกลางสถานการณ์ภายในภูมิภาคที่ยังไม่ลงตัวจากเบร็กซิต รวมถึงแรงกดดันภายนอกทั้งในด้านเศรษฐกิจจากนโยบายการค้าของสหรัฐ และด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังปั่นป่วนในขณะนี้







