
อุตฯไอซีที ‘เวียดนาม’ โอกาสนักลงทุนไทย
เวียดนาม ประเทศที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ในฐานะประเทศฐานการผลิตใหม่ ด้วยแรงงานและต้นทุนต่ำ
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
เวียดนาม ประเทศที่มีกำลังซื้อมากที่สุดในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ในฐานะประเทศฐานการผลิตใหม่ ด้วยแรงงานและต้นทุนต่ำ ที่ยังเชื่อมต่อกับประเทศในอาเซียน และจีน ที่ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเร่งวางรากฐานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในประเทศด้วย
ทั้งนี้ จากงาน Uplift CLMV Expe rience เปิดประตูซีแอลเอ็มวี สู่โลกการค้าเสรีอาเซียน จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย อรรถพล สาธิตคณิตกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และธุรกิจไอซีที บริษัท มัคคานซิส (ประเทศไทย) และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และธุรกิจไอซีที ร่วมกล่าวในหัวข้อเสวนา “ซีแอลเอ็มวี ถ้าไม่อยากพลาดโอกาส ต้องรู้จริงจากกูรู” ว่าตลาดเวียดนามตื่นตัวเรื่องไอซีทีมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดหลายด้านที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ พบว่าหลายโครงการในการลงทุนด้านไอซีทีขนาดใหญ่ มักได้รับการอนุมัติเงินทุนจากธนาคารของต่างประเทศ ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ากองทุนต่างๆ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจด้านเทคโนโลยีในเวียดนาม ซึ่ง 3 ประเทศแรกที่เข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีหลักๆ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนในประเทศ
ขณะที่ประชากรเวียดนามมีจำนวนกว่า 90 ล้านคน และกว่าครึ่งหนึ่งเข้าถึงเทคโนโลยี โดยประชากรใน 2 กลุ่ม อย่างเจเนอเรชั่นวาย กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2323-2540 และเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2508-2522 เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยความเร็วของการติดต่อสื่อสาร และระบบอินเทอร์เน็ตไม่แตกต่างจากประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประชากรจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมากกว่าครึ่ง แต่พบว่าการเข้าถึงยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่ และเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจ ช่วงบริเวณภาคกลางจนถึงภาคใต้ของประเทศ เพราะเป็นเขตพาณิชยกรรมที่สำคัญ โดยมีโอเปอเรเตอร์ด้านบริการโทรคมนาคมประมาณ 3-4 รายในประเทศ รายหลักคือ เวียดเทล ครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศถึง 40%
ขณะที่รูปแบบการค้าส่วนใหญ่ยังเป็นแบบดั้งเดิม แต่ในภาคการค้าออนไลน์มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดในการพัฒนาการค้าออนไลน์ คือ การไม่เปิดบัญชีกับธนาคารของประชากรจำนวนหนึ่ง จากความคุ้นชินในการเก็บเงินสะสมในรูปแบบเดิม โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต บัตรเดบิต เพิ่งเป็นที่นิยมในประเทศเวียดนาม จากคนรุ่นเจเนอเรชั่นวาย ทำให้ค่อยๆ เห็นภาพตลาดออนไลน์ที่จะเข้ามาแทนที่ตลาดออฟไลน์ ในปัจจุบันสินค้าหลักที่ผู้บริโภคชาวเวียดนามนิยมซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ คือ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า และเครื่องประดับ โดยอีกหนึ่งธุรกิจที่มาแรงในตลาดออนไลน์ คือ ธุรกิจเกมออนไลน์ โดยมองว่าเทคโนโลยีการค้าอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อคนเข้าถึงมากขึ้น จะสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ขึ้นมามากมาย หนึ่งในนั้นคือธุรกิจด้านโลจิสติกส์
รวมถึงอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล คือ โมบาย คอมเมิร์ซ โดย ศรัณยา สกลธนารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครโฮจิมินห์ ระบุว่า ลูกค้าคนไทย และบริษัทไทยที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามมีจำนวนมาก ซึ่งอุตสาหกรรมหลักที่ไทยส่งออกไปยังเวียดนาม คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมด้าน โมบาย คอมเมิร์ซ ซึ่งมาแรงในประเทศเวียดนาม จากด้วยเป้าหมายของรัฐบาลมุ่งลดการใช้เงินสด 10% ภายในปี 2563 แต่ข้อจำกัดในการค้าปลีกออนไลน์ในเวียดนาม คือ การเข้าถึงการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแม้ผู้คนจำนวนมากจะสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังเลือกชำระผ่านตู้เอทีเอ็ม ดังนั้นจึงยังไม่เป็นระบบชำระเงินออนไลน์เต็มรูปแบบ
สำหรับสิ่งท้าทายในการลงทุนในเวียดนาม คือ เสถียรภาพของค่าเงิน โดยรัฐบาลมีนโยบายปราบปรามการเก็งค่าเงินดอลลาร์ และทองคำ เพื่อลดความผันผวน และค่อนข้างประสบความสำเร็จ ขณะที่การควบคุมเงินทุนไหลเข้าออกจากต่างประเทศ รัฐบาลเวียดนามควบคุมผ่านบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย (แคปิทัล แอ็กเคานต์) ทำให้ทราบแหล่งที่มาและมูลค่าของเงินทุน







