
ทรัมป์ประณามใช้อาวุธคมีในซีเรีย ระบุทัศนคติต่ออัสซาดเปลี่ยนไปแล้ว
ประธานาธิบดีสหรัฐประณามการใช้อาวุธเคมีของอัสซาด อาจส่งผลต่อมาตรการแทรกแซงใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ประธานาธิบดีสหรัฐประณามการใช้อาวุธเคมีของอัสซาด อาจส่งผลต่อมาตรการแทรกแซงใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ แห่งประเทศจอร์แดน ระหว่างการพบปะกันในทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยประณามการใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนในซีเรีย ซึ่งเป็นที่สงสัยว่ารัฐบาลของบาร์ซา อัล-อัสซาดเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
"การโจมตีเด็กๆที่เกิดขึ้นในซีเรียนั้นส่งผลกระทบต่อผมอย่างมาก" ทรัมป์กล่าว "ครั้งนี้มันล้ำเส้นมากเลยทีเดียว และทำให้ทัศนคติของผมที่มีต่อประธานาธิบดีอัสซาดเปลี่ยนไปมาก"
นอกจากนี้ทรัมป์ยังระบุว่า การโจมตีครั้งนี้อาจส่งผลให้สหรัฐดำเนินมาตรการบางอย่างกับซีเรีย โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการทางทหารแต่อย่างใด
ทั้งนี้การโจมตีด้วยอาวุธเคมี เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกลุ่มกบฏ ในจังหวัดอิดลิบ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 52 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 20 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน รัฐบาลซีเรียถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี คลิปวิดีโอ และภาพของบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บที่นอนทรมานจากอาการชัก หายใจติดขัด และน้ำลายฟูมปากถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์
ด้านรัฐบาลซีเรียเองออกมาปฏิเสธไม่เคยใช้อาวุธเคมีในการโจมตีประชาชน ในขณะที่รัสเซียพันธมิตรออกมาระบุว่า การโจมตีทางอากาศอาจทิ้งระเบิดไปตรงจุดที่กลุ่มกบฏเก็บสารเคมีไว้พอดี จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
และในการประชุมฉุกเฉินของสหประชาชาติเมื่อวานนี้ ต่อประเด็นการใช้อาวุธเคมีดังกล่าว นิกกี้ ฮาเลย์เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติชูแฟ้มที่บันทึกภาพของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวหารัสเซียที่กำลังมีส่วนร่วมก่ออาชญากรรมทางสงคราม ด้วยการปกป้องรัฐบาลของอัสซาด โดยระบุว่าทั้งอัสซาด รัสเซีย และอิหร่านไม่ต้องการความสงบ และสันติภาพ และได้ดำเนินอาชญากรรมต่อมนุษยชาติมานานกว่า 6 ปี เช่นเดียวกับอังกฤษ และฝรั่งเศสที่ออกมาเรียกร้องให้ทำการสืบสวนเหตุการโจมตีครั้งนี้







