
ทรัมป์เดินหน้าปฏิรูปการค้า
เล็งลงนาม2คำสั่งพิเศษแก้สหรัฐขาดดุล แย้มคุยผู้นำจีนสัปดาห์หน้าไม่ง่าย
เล็งลงนาม2คำสั่งพิเศษแก้สหรัฐขาดดุล แย้มคุยผู้นำจีนสัปดาห์หน้าไม่ง่าย
โพสต์ทูเดย์ - ทรัมป์ลุยเซ็นคำสั่งปรับนโยบายการค้า หวังสกัดการขาดดุล เล็งใช้มาตรการภาษีเข้มงวดขึ้น
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลงนามคำสั่งพิเศษ 2 ฉบับ เพื่อแก้ไขความเสียเปรียบทางการค้า ซึ่งทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับประเทศต่างๆ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน จะเดินทางเยือนรัฐฟลอริดา ของสหรัฐ ระหว่างวันที่ 6-7 เม.ย.นี้ เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากที่ผ่านมาสหรัฐโจมตีจีนเรื่องประเด็นการค้ามาโดยตลอด
วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า 1 ใน 2 คำสั่ง จะตรวจสอบการขาดดุลการค้าจากสินค้าแต่ละประเภท และกับคู่ค้าแต่ละประเทศ ภายใน 90 วัน เพื่อหาว่าประเทศดังกล่าวมีแนวทางการค้าที่ไม่เหมาะสมหรือไม่
นอกจากนี้ รอสส์ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวยังครอบคลุมเกณฑ์การประเมินความคลาดเคลื่อนของค่าเงิน หมายถึงสภาวะที่ค่าเงินไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมถึงกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ที่รอสส์มองว่า ทำให้แต่ละประเทศได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน
ขณะเดียวกัน ปีเตอร์ นาวาร์โร ผู้อำนวยการสภาการค้าแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า คำสั่งพิเศษอีกคำสั่งจะเพิ่มการเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน ซึ่งเรียกเก็บจากเอกชนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติ และภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด ที่เก็บจากบริษัทที่ขายสินค้านำเข้าจากต่างชาติในราคาต่ำเกินไป
ด้านทรัมป์ทวีตข้อความว่า การเจรจากับประธานาธิบดีสีสัปดาห์หน้าถือเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสหรัฐไม่อาจยอมขาดดุลการค้ามหาศาลกับจีนและสูญเสียการจ้างงานไปได้อีก โดยที่ผ่านมา สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุด อยู่ที่ 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการขาดดุลการค้าทั้งหมด
ในเวลาไล่เลี่ยกัน สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ เผยรายงานด้านอุปสรรคทางการค้า ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลจีน เช่น การผลิตเกินปริมาณโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็ก ให้งบอุดหนุนเอกชนสัญชาติจีน บีบให้เอกชนต่างชาติถ่ายโอนเทคโนโลยีให้ทางการ และการกีดกันอื่นๆ สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดการค้าโลกและบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของเอกชนชาติอื่นๆ
อย่างไรก็ดี หลังการทวีตข้อความของทรัมป์ เจิ้ง เซกวง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า ความไม่สมดุลทางการค้าดังกล่าวมาจากการที่ 2 ประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจต่างกัน และจีนไม่มีนโยบายอ่อนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการส่งออก







