
ทรัมป์เจอศึกภายใน ปฏิรูปภาษีงานยาก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จำเป็นต้องถอนร่างกฎหมาย “อเมริกันเฮลท์แคร์” ออกจากที่ประชุมสภาคองเกรสก่อนจะเผชิญกับการปัดตกไป เพราะแม้ว่าปัจจุบัน พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งสภาสูงและสภาล่าง ทว่าจากการล็อบบี้เสียงในพรรคก่อนหน้านี้พบว่ามีแนวโน้มจะได้รับเสียงสนับสนุนในพรรคตัวเองไม่เพียงพอ และหากไม่ผ่านการโหวตในสภาก็จะทำให้ทรัมป์ต้องเสียเวลาไปร่างกฎหมายมาใหม่ ซึ่งจะส่งผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปยังร่างกฎหมายอื่นๆ ด้วย ภาวะดังกล่าวทำให้ทรัมป์ประกาศพักยกกฎหมายอเมริกันเฮลท์แคร์ และเบนเข็มความสนใจหันไปมุ่งการ “ปฏิรูปภาษี” อย่างเต็มสูบแทน โดยเชื่อว่าเมื่อไม่มีการต่อสู้กับกฎหมายสุขภาพมาเป็นตัวถ่วงเวลาแล้ว จะทำให้มุ่งไปยังกฎหมายทุกฝ่ายตั้งตาคอยฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีดังกล่าวอาจเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกันนั่นคือ การไม่สามารถคว้าเสียงสนับสนุนภายในพรรคได้เพียงพอ และไม่สามารถโน้มน้าวให้พรรคเดโมแครตหันมาช่วยผลักดันได้ โดยทั้งแผนปฏิรูปภาษีที่ทรัมป์เสนอตั้งแต่หาเสียง และแผนพิมพ์เขียวของพรรครีพับลิกัน มีแนวโน้มถูกคัดค้านจากหลายฝ่ายแผนของทรัมป์ครอ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จำเป็นต้องถอนร่างกฎหมาย “อเมริกันเฮลท์แคร์” ออกจากที่ประชุมสภาคองเกรสก่อนจะเผชิญกับการปัดตกไป เพราะแม้ว่าปัจจุบัน พรรครีพับลิกันจะครองเสียงส่วนใหญ่ทั้งสภาสูงและสภาล่าง ทว่าจากการล็อบบี้เสียงในพรรคก่อนหน้านี้พบว่ามีแนวโน้มจะได้รับเสียงสนับสนุนในพรรคตัวเองไม่เพียงพอ และหากไม่ผ่านการโหวตในสภาก็จะทำให้ทรัมป์ต้องเสียเวลาไปร่างกฎหมายมาใหม่ ซึ่งจะส่งผลสะเทือนเป็นลูกโซ่ไปยังร่างกฎหมายอื่นๆ ด้วย
ภาวะดังกล่าวทำให้ทรัมป์ประกาศพักยกกฎหมายอเมริกันเฮลท์แคร์ และเบนเข็มความสนใจหันไปมุ่งการ “ปฏิรูปภาษี” อย่างเต็มสูบแทน โดยเชื่อว่าเมื่อไม่มีการต่อสู้กับกฎหมายสุขภาพมาเป็นตัวถ่วงเวลาแล้ว จะทำให้มุ่งไปยังกฎหมายทุกฝ่ายตั้งตาคอยฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีดังกล่าวอาจเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกันนั่นคือ การไม่สามารถคว้าเสียงสนับสนุนภายในพรรคได้เพียงพอ และไม่สามารถโน้มน้าวให้พรรคเดโมแครตหันมาช่วยผลักดันได้ โดยทั้งแผนปฏิรูปภาษีที่ทรัมป์เสนอตั้งแต่หาเสียง และแผนพิมพ์เขียวของพรรครีพับลิกัน มีแนวโน้มถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย
แผนของทรัมป์ครอบคลุมทั้งภาษีนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา โดยนิติบุคคลจะลดจาก 7 ช่วงเงินได้สุทธิ ซึ่งเก็บภาษีในอัตราระหว่าง 10-39.6% ให้เหลือเพียง 3 ช่วง และเก็บภาษี 10% 20% และ 25% ขณะที่ภาษีนิติบุคคล จะลดให้เหลือเพียง 15% จาก 35%
จากการศึกษาของ (ทีพีซี) ของสถาบันเออร์บัน ร่วมกับสถาบันบรูกกิงส์ องค์กรคลังสมองในสหรัฐ พบว่า แผนปฏิรูปภาษีของทรัมป์ จะทำให้รัฐสูญรายได้มากกว่า 9.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 332 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2016-2026 ทำให้งบประมาณขาดดุลต้องเพิ่มขึ้นและดันปริมาณหนี้สาธารณะเมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 11.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 385 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2026 จากระดับปัจจุบันที่ราว 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 700 ล้านล้านบาท)
ทีพีซี ระบุว่า จากตัวเลขดังกล่าว หากรัฐบาลทรัมป์ไม่ปรับลดค่าใช้จ่ายไปด้วยในเวลาเดียวกัน จะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับขึ้นราว 39%
ส่วนในแผนของพรรครีพับลิกันนั้น มีความคล้ายคลึงกับทรัมป์ โดยลดประเภทจำแนกที่ต้องเสียภาษีลงจาก 7 ช่วง เหลือ 3 ช่วง คือ 12% 25% และ 33% ขณะที่ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% พร้อมเสนอใช้ภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax หรือ BAT) ที่เก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้า และลดหย่อนสำหรับสินค้าส่งออก
แม้จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าทรัมป์ แต่ทีพีซี ประเมินว่า แผนการภาษีของรีพับลิกัน จะทำให้สหรัฐต้องสูญรายได้การคลังมากถึงราว 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 108 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2016-2026 และเมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยแล้ว แผนภาษีของพรรครีพับลิกันจะทำให้ปริมาณหนี้สาธารณะปรับขึ้นอีก 3.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 129 ล้านล้านบาท) และเพิ่มปริมาณหนี้สะสมต่อจีดีพีอีก 13.5% ขณะที่ BAT ยังคงโดนต้านจากภาคธุรกิจค้าปลีก
จากหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นดังกล่าว มีโอกาสที่จะเจอกระแสคัดค้านจากสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มทีปาร์ตี้ (Tea Party) หรือฟรีดอมคอคัส (Freedom Caucus) ที่มีแนวคิดขวาจัดในพรรครีพับลิกัน ต่อต้านการใช้งบประมาณขาดดุล และสนับสนุนการลดหนี้สาธารณะ โดยกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกราว 30-40 คน ในสภาคองเกรส และเป็นผู้ต่อต้านอเมริกันเฮลท์แคร์ของทรัมป์
กลุ่มฟรีดอมคอคัส แม้จะไม่พอใจและต้องการให้ยกเลิกโอบามาแคร์ แต่ก็ไม่พอใจระบบประกันสุขภาพใหม่ของทรัมป์เช่นกัน โดยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่า อเมริกันเฮลท์แคร์มีความใกล้เคียงกับโอบามาแคร์มากเกินไป และมีการนำเงินภาษีไปใช้ในการอุดหนุนบริษัทประกัน
เสียงของกลุ่มดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากสำหรับพรรครีพับลิกันในการผลักดันกฎหมายต่างๆ เนื่องจากรีพับลิกันมีที่นั่งอยู่ในสภาปัจจุบันอยู่ 237 เสียง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง และต้องการ 218 เสียง สำหรับเสียงส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่ทรัมป์พยายามเรียกกลุ่มดังกล่าวเข้าไปคุยและระบุว่า อเมริกันเฮลท์แคร์เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อจัดการกับการทำแท้ง ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีจุดยืนในการต่อต้าน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเลือก มิค มัลเวนีย์ อดีตสมาชิกฟรีดอมคอคัส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณทำเนียบขาว เพื่อเป็นสะพานเชื่อมอีกด้วย
การผลักดันมาตรการภาษีของทรัมป์และพรรครีพับลิกันคาดจะเข้าสู่สภาภายในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ โดยเดือน ส.ค.เป็นเพียง 1 เดือนก่อนที่สหรัฐอาจถึงคราวผิดนัดชำระหนี้ ตามการคำนวณของสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (ซีบีโอ) หลังกฎหมายระงับการใช้เพดานหนี้สาธารณะหมดอายุไปเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา
ทรัมป์จำเป็นต้องปรับแผนสำหรับการผ่านมาตรการอื่นๆ ในอนาคต โดยเฉพาะการรวมพลังพรรครีพับลิกันให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนที่จะสูญความเชื่อมั่นจากฐานเสียงไปมากกว่านี้ และส่งผลต่อการเลือกตั้งสภาคองเกรสทั้งสองสภาในปีหน้า







