posttoday
จีนอินเดียแชมป์เอฟดีไอ

จีนอินเดียแชมป์เอฟดีไอ

08 กันยายน 2553

 

‘อังค์ถัด’เผยแหล่งน่าลงทุนสุด สหรัฐตกชั้นไทยกระเตื้องแรง

โพสต์ทูเดย์ — จีน อินเดีย บราซิล ท็อปตารางแหล่งลงทุนในอีก 2 ปีนี้ สหรัฐตกชั้นหมดแรงดึงดูดหล่นไปอยู่อันดับ 4

องค์การที่ประชุมว่าด้วยการพัฒนาและการค้าแห่งสหประชา ชาติ (อังค์ถัด) เปิดเผยรายงานการสำรวจการคาดการณ์การลงทุนในช่วงระหว่างปี 25532555 พบว่าจีนและอินเดีย ขยับขึ้นมาเป็นแหล่งน่าลงทุนมากที่สุดในโลก หลังจากที่ภาคธุรกิจทั่วโลกเริ่มขยับไปในทิศทางบวกกับการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากขึ้น

จีน อินเดีย และบราซิล กลายเป็นแหล่งที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลกสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ขณะที่สหรัฐซึ่งครองแชมป์อันดับ 1 ของโลกมานานหลายปี ร่วงไปอยู่ที่อันดับ 4 จากอันดับ 2 ในปีที่แล้ว

อันดับ 5 เป็นของรัสเซีย ตามมาด้วยเม็กซิโก อังกฤษ เวียดนาม อินโดนีเซีย เยอรมนี และประเทศไทยอยู่อันดับที่ 11 ตามมาด้วยโปแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และมาเลเซีย

อังค์ถัด ระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่คุกคามการลงทุนทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2551 นั้นเริ่มลดความน่ากลัวลง และภาคธุรกิจก็เริ่มที่จะมั่นใจใช้เงินเพื่อการลงทุนอีกครั้ง โดยการลงทุนตรงจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงระหว่างปี 25532555

การสำรวจครั้งนี้ได้ทำการสำรวจความเห็นจากบริษัทต่างชาติชั้นนำถึง 236 บริษัทจากทั่วโลก และจากองค์กรส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ทั่วโลกอีก 116 องค์กร

ทั้งนี้ ปริมาณการลงทุนตรง หรือเอฟดีไอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดเงินจากสหรัฐและชาติร่ำรวยในยุโรป ถือว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับประเทศที่ยากจนกว่าทั่วโลก แต่ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จากการสำรวจพบว่าภาคธุรกิจเริ่มที่จะเพิ่มบทบาทไปสู่การลงทุนทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและประเทศยากจน ผ่าน การควบรวมและการเข้าซื้อกิจการ

นอกจากนั้น ผลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมายังส่งผลให้การลงทุนเปลี่ยนยุทธศาสตร์การลงทุนไปสู่การเน้นการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศอดีตคอมมิวนิสต์มากขึ้นด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อังค์ถัดยังได้คาดการณ์ด้วยว่า การหมุนเวียนของเอฟดีไอจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.31.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2554 และจะกระโดดไปที่ 1.62 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 ด้วย

ทั้งนี้ ปริมาณเอฟดีไอปีที่สูงที่สุดอยู่ในปี 2007 โดยมีมูลค่าสูงถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่หลังจากนั้นได้ตกลงถึง 16% ในปี 2008

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์