
ครบรอบ 1 ปีระเบิดสนามบินบรัสเซลส์ หญิงในภาพเดินทางกลับมาเบลเยียมอีกครั้ง
เหยื่อผู้รอดชีวิตจากเหตุโจมตีเมื่อปีที่ผ่านมา เดินทางกลับมายังกรุงบรัสเซลส์เพื่อร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
เหยื่อผู้รอดชีวิตจากเหตุโจมตีเมื่อปีที่ผ่านมา เดินทางกลับมายังกรุงบรัสเซลส์เพื่อร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
หลังเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายขึ้น 2 ครั้ง Nidhi Chaphekar นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นของอาคารขาออก ในสนามบินซาเวนเทมของกรุงบรัสเซลส์ เธอกลัวว่าการเคลื่อนไหวอาจส่งผลให้ร่างกายบาดเจ็บหนักขึ้น
ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังเกิดเหตุ ภาพถ่ายของเธอถูกเผยแพร่ไปตามหลายสำนักข่าวต่างประเทศ และกลายเป็นภาพจำของเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นกับเบลเยียมในวันนั้น
ในวันนี้ (วันพุธที่ 22 มีนาคม) เป็นวันครบรอบเหตุก่อการร้ายในกรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียม ที่ระเบิดโจมตีสนามบิน และสถานีรถไฟใต้ดินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 32 คน และอีกกว่า 300 คนได้รับบาดเจ็บ กลุ่มไอเอสออกมาอ้างอยู่เบื้องหลังการโจมตี
จากในภาพ Chaphekar นั่งร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่บนม้านั่งของสนามบิน เสื้อสีเหลืองของ Jet Airways ฉีกขาดจากแรงระเบิดเผยให้เห็นบราด้านใน และหน้าท้องของเธอ ที่ศีรษะเลือดกำลังไหลออกมาจากบาดแผล ในวันนั้นหญิงสาวผู้มีอาชีพเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกำลังเตรียมที่จะเดินทางไปยังเมืองนวร์ก ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ของสหรัฐอเมริกา หลังจากก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะเดินทางมาจากนครมุมไบ
"ฉันเห็นคนจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร" เธอกล่าว "มันดูเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้น ซึ่งในตอนนั้นฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นรถเข็นวีลแชร์ที่ใช้แบตเตอรี่"
"หลังเกิดระเบิดขึ้นผู้คนวิ่งกันสับสนอลหม่านไปหมด สถานการณ์สับสนวุ่นวายมากทุกคนพยายามมองหาทางออก มีเสียงคนร้องไห้ และเสียงกรีดร้อง" Chaphekar พยายามมองหาทางออกเช่นกัน เธอรีบตรงไปยังรูปปั้นที่ตั้งอยู่ในอาคารสนามบินขาออก แต่แล้วทันใดนั้นเองระเบิดลูกที่ 2 ก็เกิดขึ้นส่งร่างของเธอปลิวไปไกลหลายเมตร ขาของเธอเจ็บหนัก และเลือดก็ไหลออกมาจากศีรษะ เธอพยายามที่จะขยับตัว แต่อาการบาดเจ็บนั้นรุนแรงเกินไป "ฉันมองไปรอบๆแต่ไม่เห็นอะไรเพราะมีควันเต็มไปหมด และขาของฉันก็ไม่สามารถขยับได้"
และอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง Chaphekar ก็ถูกนำตัวส่งมายังโรงพยาบาลในเมือง Antwerp แพทย์ประเมินอาการเบื้องต้นด้วยการกดตามส่วนต่างๆของร่างกาย และให้เธอบอกระดับของความเจ็บปวด หลังจากนั้นเธอร้องขอให้ช่วยติดต่อครอบครัวที่อาศัยอยู่ในมุมไบ ให้พวกเขารู้ว่าเธอยังปลอดภัย เพราะกังวลว่าหลังข่าวการระเบิดปรากฏไปทั่ว สามีและลูกๆของเธอจะพากันหวาดกลัว
9 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุสามีของเธอก็เดินทางมาถึงยังบรัสเซลส์ Chaphekar ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลไหม้ที่ใบหน้า และตามส่วนอื่นๆของร่างกาย กระดูกเท้าของเธอร้าว และมีเศษโลหะฝังอยู่ตามตัว และอีก 23 วันต่อมาหลังเกิดเหตุอาการของเธอก็เข้าขั้นโคม่า อาการของเธอทรุดหนักลงซึ่งเป็นผลจากการที่มีเศษโลหะอยู่ภายในร่างกาย
กลางเดือนเมษายน เธอตื่นขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นแต่จำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งกว่าความทรงจำของเธอจะค่อยๆกลับมาก็คือหลังจากวันที่ 18 เมษายนไปแล้ว และเมื่อเธอได้ดูรูปถ่ายของตัวเองเป็นครั้งแรก เธอเกิดคำถามขึ้นมาว่าตัวเธอเองเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไร
ภาพถ่ายที่เป็นที่จดจำนี้ถูกถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือของ Ketevan Kardava นักหนังสือพิมพ์ชาวจอร์เจีย ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเช่นกัน ทั้งคู่ติดต่อกันประปรายหลังเกิดเหตุ และเมื่อถึงช่วงเวลาครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ Chaphekar เดินทางกลับมายังกรุงบรัสเซลส์อีกครั้ง Kardava เองตัดสินใจเดินทางมาพบหน้าเธอ
"ฉันกอดเธอไว้ และขอบคุณเธอ" Chaphekar เล่าว่าในวันนั้น Kardava ถ่ายภาพไว้ 11 ภาพ แต่ไม่คิดเลยว่าภาพนี้จะกลายเป็นที่โด่งดัง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวาดกลัวจากการก่อการร้าย
ในขณะที่เบลเยียมจัดงานรำลึกครบรอบ 1 ปีของการโจมตีสนามบิน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ Chaphekar และสามีได้รับเกียรติเชิญไปงานนี้ด้วย โดยยืนเคียงข้างกับบรรดาครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในขณะที่หนทางข้างหน้าเธอเลือกที่จะมองโลกในแง่บวก หลังเอาชีวิตรอดมาได้จากการโจมตี Chaphekar คิดว่าไม่มีปัญหาใดจะใหญ่เกินกว่าที่เธอจะจัดการได้อีก และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่องานที่เธอรักอย่างการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแต่อย่างใด
"ฉันเลือกที่จะมองในมุมนี้ และให้ความหวังแก่คนอื่นๆในการใช้ชีวิต มันก็เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะที่มีขึ้นมีลง มีเร็วมีช้าปะปนกันไป" เธอกล่าว "ฉันอยากจะบอกผู้คนว่าเราไม่อาจเอาตัวรอดได้เพียงคนเดียว เราจำเป็นต้องมีกันและกัน การอยู่รอดของคนอื่นก็คือการอยู่รอดของเราด้วย เราจำเป็นที่จะต้องปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก และความเห็นอกเห็นใจ รดน้ำด้วยความเชื่อใจ และสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากนั้นก็เก็บเกี่ยวผลแห่งความสงบ และสันติภาพร่วมกัน"







