
ทรัมป์ผู้ทรงอิทธิพล
ผ่านไปแล้วกับการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถึงแม้ว่าเนื้อหาจะไม่มีอะไรแปลกใหม่และเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วก็ตาม แต่ตลาดหุ้นกลับตอบรับในเชิงบวก ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นสูงถึง 1.36% ซึ่งเป็นการปรับตัวภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบกว่า 2 เดือน มีการประเมินกันทั่วไปว่าสาเหตุหลักที่ตลาดมีความเชื่อมั่นขนาดนี้เป็นผลมาจากท่วงท่า การควบคุมอารมณ์ และการนำเสนอของทรัมป์ที่มีผลต่อผู้ฟังมากกว่าตัวรายละเอียดของเนื้อหาผลโพลที่ได้จาก CNN ยังระบุว่ากว่า 57% จากการสุ่มผู้ชมจำนวน 500 คน ที่ดูแถลงนโยบายดังกล่าว มีความรู้สึกคล้อยตามและเชื่อว่าทรัมป์จะนำพาให้สหรัฐเดินไปในทางที่ถูกต้อง และกลับมายิ่งใหญ่ได้จริง เช่นเดียวกับผลของ RealClearPolitics ที่สำรวจคะแนนนิยมหลังเข้าทำงาน 1 เดือน พบว่าคะแนนของเขาปรับดีขึ้นต่อเนื่องยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสหรัฐจะกลับมายิ่งใหญ่ตามที่ทรัมป์ได้พูดไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทรัมป์เองได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในขณะนี้ และกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับสหรัฐและโลก การที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ทำให้เชื่อได้ว่าทรัมป์จะผลักดันนโยบายต่
ผ่านไปแล้วกับการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถึงแม้ว่าเนื้อหาจะไม่มีอะไรแปลกใหม่และเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วก็ตาม แต่ตลาดหุ้นกลับตอบรับในเชิงบวก ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นสูงถึง 1.36% ซึ่งเป็นการปรับตัวภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบกว่า 2 เดือน มีการประเมินกันทั่วไปว่าสาเหตุหลักที่ตลาดมีความเชื่อมั่นขนาดนี้เป็นผลมาจากท่วงท่า การควบคุมอารมณ์ และการนำเสนอของทรัมป์ที่มีผลต่อผู้ฟังมากกว่าตัวรายละเอียดของเนื้อหา
ผลโพลที่ได้จาก CNN ยังระบุว่ากว่า 57% จากการสุ่มผู้ชมจำนวน 500 คน ที่ดูแถลงนโยบายดังกล่าว มีความรู้สึกคล้อยตามและเชื่อว่าทรัมป์จะนำพาให้สหรัฐเดินไปในทางที่ถูกต้อง และกลับมายิ่งใหญ่ได้จริง เช่นเดียวกับผลของ RealClearPolitics ที่สำรวจคะแนนนิยมหลังเข้าทำงาน 1 เดือน พบว่าคะแนนของเขาปรับดีขึ้นต่อเนื่อง
ยังคงเร็วเกินไปที่จะบอกว่าสหรัฐจะกลับมายิ่งใหญ่ตามที่ทรัมป์ได้พูดไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทรัมป์เองได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในขณะนี้ และกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับสหรัฐและโลก
การที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ทำให้เชื่อได้ว่าทรัมป์จะผลักดันนโยบายต่างๆ ได้โดยง่าย มีการประเมินว่าหากทรัมป์ทำทุกโครงการที่เคยหาเสียงไว้จริง จะส่งผลกระทบต่อภาระหนี้ของประเทศสูงถึง 5.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.17% ของ GDP เลยทีเดียว
การกีดกันทางการค้าเพื่อส่งเสริมการผลิต การสร้างงาน และการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ที่ทำให้ผู้นำประเทศที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของสหรัฐ เช่น อังกฤษ และญี่ปุ่นรีบบินไปพบเพื่อหารือกับทรัมป์ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าทำงานแล้ว เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่าสงครามการค้าไม่เคยสร้างผลดีทั้งต่อผู้ชนะและผู้แพ้ในระยะยาวแต่อย่างใด
การส่งสัญญาณนโยบายการเงิน และการปรับอัตราดอกเบี้ยต่อธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เพราะในระยะอันใกล้นี้ ทรัมป์จะสามารถคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการใน FED ได้ถึง 5 ท่าน (จากตำแหน่งที่ว่างและกำลังจะหมดวาระ) จากทั้งหมด 7 ท่าน ทำให้ทรัมป์จะมีอิทธิพลต่อ FED ผู้เป็นคนกำหนดนโยบายการเงินที่สามารถเขย่าตลาดทุนทั่วโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย







