
ศาลบี้เหตุผลแบนชาติมุสลิม
ศาลอุทธรณ์จี้ทีมกฎหมายแสดงหลักฐานพลเมืองเอี่ยวก่อการร้าย ทรัมป์ยันจะสู้ถึงที่สุด
ศาลอุทธรณ์จี้ทีมกฎหมายแสดงหลักฐานพลเมืองเอี่ยวก่อการร้าย ทรัมป์ยันจะสู้ถึงที่สุด
ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ เริ่มดำเนินการไต่สวนคำร้องของทีมกฎหมายประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยตั้งคำถามว่า มีหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม ที่ถูกคำสั่งห้ามเข้าประเทศเหล่านี้เป็นบุคคลอันตราย และมีหลักฐานใดหรือไม่ที่บ่งชี้ว่าพลเมืองเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในสหรัฐ
ด้าน ออกัส เฟลนท์เจ ทนายความคณะทำงานทรัมป์ กล่าวว่า กระบวนการต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และกล่าวแย้งว่าทั้งสภาคองเกรสและอดีตคณะบริหารของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต่างเคยระบุว่าพลเมือง 7 ชาติมุสลิมเหล่านี้ มีความเสี่ยงว่าจะกระทำการก่อการร้ายในสหรัฐ และยังเคยตั้งข้อกำหนดด้านวีซ่าอย่างเข้มงวดต่อพลเมืองเหล่านี้ พร้อมทิ้งท้ายว่าการใช้อำนาจของทรัมป์เป็นไปตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งสภาคองเกรสให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการสั่งระงับการเข้าประเทศด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง
ลอว์รี่ ลิตเติ้ล ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยยูซีแฮสต์ติ้ง ของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอว่า ขณะนี้ศาลอุทธรณ์กำลังพิจารณาว่าควรทำอย่างไรกับคำร้องนี้ ศาลอาจมีคำตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น หรืออาจจะขัดแย้งกัน หรืออาจส่งเรื่องกลับไปที่ศาลขั้นต้นอีกครั้งเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม แต่ไม่ว่าคำตัดสินของศาลจะออกมาในรูปแบบใด มีความเป็นไปได้สูงมากที่เรื่องนี้จะยืดเยื้อไปถึงศาลฎีกา
ด้านทรัมป์กล่าวระหว่างการพบปะกับกลุ่มนายอำเภอที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้กับการก่อการร้ายและการหลบหนีเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณายกเลิกคำสั่งของศาลรัฐบาลกลางหากมีความจำเป็น
ด้านซีเอ็นบีซีเปิดเผยผลสำรวจที่จัดทำโดยฮอปเปอร์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ค้นหาเที่ยวบินมายังสหรัฐลดลง 17% โดยเฉพาะจากประเทศมุสลิม ซึ่งสวนทางกับรัสเซียที่ค้นหาเที่ยวบินไปสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 88% นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง







