posttoday

ผู้อพยพมุ่งสู่สหรัฐ ตามฝันเพื่อชีวิตใหม่

05 กุมภาพันธ์ 2560

โอกาสด้านการศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้อพยพยังคงหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐ

โดย....นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

หลังการลงนามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อสั่งหยุดรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเป็นเวลา 4 เดือน และระงับการให้วีซ่าพลเมืองใน 7 ประเทศมุสลิม หลายฝ่ายต่างออกมาวิจารณ์การกระทำดังกล่าวอย่างดุเดือด โดยเฉพาะภาคธุรกิจเทคโนโลยีที่หวั่นเกรงว่าบุคลากรทักษะสูงของบริษัทจะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว

นอกเหนือจากกลุ่มคนข้างต้นแล้ว “ดรีมเมอร์ส” ซึ่งเป็นลูกหลานของผู้อพยพที่เข้ามาในสหรัฐอย่างผิดกฎหมาย และมีจำนวนราว 1.75 แสนคนในขณะนี้ รวมถึงบรรดาผู้อพยพกลุ่มใหม่ที่ต้องการมีชีวิตดีขึ้นด้วยการย้ายเข้าไปในสหรัฐ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ในอนาคต

ทั้งนี้ คำว่าผู้อพยพมีความแตกต่างจากคำว่าผู้ลี้ภัย โดยผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนที่ถูกบีบบังคับให้ต้องเดินทางออกมาจากประเทศบ้านเกิด เนื่องจากเกิดความรุนแรงหรือภัยสงครามขึ้นภายในประเทศ ขณะที่ผู้อพยพนั้นเป็นกลุ่มคนที่เดินทางออกมาจากประเทศของตนโดยสมัครใจเพื่อมาตั้งถิ่นฐานในประเทศใหม่

ข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภุมิ ระบุว่า เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ผู้อพยพ 1.05 ล้านคน ได้รับการอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย โดยผู้อพยพจากเม็กซิโกคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดที่ 15.6% ตามด้วยชาวอินเดียและจีน ที่ครองสัดส่วน 7.3% และ 6.3% ตามลำดับ โดยภายใต้กฎหมายควบคุมและปฏิรูปการย้ายถิ่นฐานปี 1986 นั้น ผู้อพยพราว 2.7 ล้านคน ได้รับสถานะให้อาศัยอยู่ในสหรัฐได้อย่างถูกกฎหมาย

ทั้งนี้ โอกาสด้านการศึกษาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้อพยพยังคงหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐ โดยรายงานอภิปรายนโยบายด้านการอพยพย้ายถิ่นฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เมื่อปี 2015 พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้อพยพรุ่นใหม่ๆ คิดเป็นสัดส่วน 21% ของแรงงานทักษะสูงในสหรัฐ และ 22% สามารถเข้าทำงานในภาคธุรกิจที่มีการขยายตัวสูง เช่น ภาคบริการสุขภาพ และภาควิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกรวมว่า สเต็ม (STEM) ซึ่งหมายความว่า ผู้อพยพกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้นกว่าเมื่อครั้งอยู่ประเทศเดิม จนสามารถเข้าไปทำงานในภาคส่วนดังกล่าวได้

นอกเหนือจากโอกาสการประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงานที่สูงขึ้นแล้ว สภาวะทางธุรกิจที่มีความเปิดกว้างยังช่วยให้ผู้อพยพสามารถสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองได้ โดยพาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ อะ นิว อเมริกัน อีโคโนมี องค์กรอิสระที่รวบรวมข้อมูลของบริษัทชั้นนำ ระบุว่า บริษัทที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้อพยพนั้น คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของบริษัทชั้นนำ 500 อันดับของสหรัฐ หรือฟอร์จูน 500 

ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือบรรดาผู้บริหารบริษัทดาวรุ่งในซิลิคอน วัลเลย์ เช่น สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ล อิงค์ ซึ่งมีพ่อเป็นผู้อพยพชาวซีเรีย แจน โคม ผู้อพยพชาวยูเครน และไมค์ ครีเกอร์ จากบราซิล สองผู้ก่อตั้ง วอตส์แอพ แอพพลิเคชั่นแชตชื่อดัง รวมถึงไฮม์ สโกปปิก ชาวสวิสที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เอสตี้ แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมดออนไลน์รายใหญ่

ผู้อพยพมุ่งสู่สหรัฐ ตามฝันเพื่อชีวิตใหม่

พาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ อะ นิว อเมริกัน อีโคโนมี ยังเปิดเผยว่า ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทชื่อดังหลายแห่ง ล้วนเป็นผู้อพยพที่มาจากอินเดีย อิสราเอล แคนาดา อิหร่าน และนิวซีแลนด์

กลุ่มผู้อพยพในอดีตจำนวนมากได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกัน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ และสร้างงานให้ชาวอเมริกัน ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารบริษัทไอทีหลายแห่งจึงออกมาประสานเสียงคัดค้านนโยบายดังกล่าวของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของไมโครซอฟท์ รวมถึง ทิม คุก ซีอีโอคนปัจจุบันของแอปเปิ้ล

นอกเหนือจากบริษัทรายใหญ่ในซิลิคอนวัลเลย์แล้ว บริษัทสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยผู้อพยพ ได้ช่วยสร้างงานให้ชาวอเมริกันจำนวนมากเช่นกัน โดยฟันเดอร์สคลับ บริษัทวิจัยเปิดเผยผลการสำรวจผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ 82 ราย เมื่อวันที่ 1 ก.พ. พบว่า 39 ราย เป็นผู้อพยพรุ่นแรกที่เข้ามาในสหรัฐ ซึ่งช่วยสร้างงานเพิ่มรวมราว 6,208 อัตรา คิดเป็นจำนวนเฉลี่ยต่อบริษัทที่ 159 อัตรา

ทั้งนี้ บริษัทเก่าแก่ที่สุดในผลการสำรวจก่อตั้งมานานแล้ว 4.5 ปี ขณะที่มูลค่ารวมของบริษัทสตาร์ทอัพดังกล่าวอยู่ที่ทั้งหมด 1.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.8 ล้านล้านบาท)

แม้ทรัมป์เปิดเผยว่า นโยบายหยุดรับผู้ลี้ภัยและพลเมืองประเทศมุสลิม มีจุดประสงค์เพื่อสกัดภัยก่อการร้ายและปกป้องชาวอเมริกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บุคลากรในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเทคโนโลยี การแพทย์ และด้านวิทยาศาสตร์ มาจากบางประเทศที่โดนทรัมป์ระงับวีซ่า ซึ่งอาจส่งผลให้บุคคลเหล่านั้นไม่สามารถขอต่อวีซ่าเพื่อทำงานในสหรัฐต่อได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า จำนวนผู้โดนระงับวีซ่าจากนโยบายทรัมป์ อยู่ที่ราว 6 หมื่นคน ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานข่าวว่าผู้อพยพหลายรายที่มีกรีนการ์ดไม่สามารถเดินทางเข้ามาในสหรัฐได้เช่นกัน หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งดังกล่าว นโยบายดังกล่าวของทรัมป์จึงอาจไม่ได้ปกป้องชาวอเมริกันอย่างแท้จริง

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก