
แพทย์สหรัฐมากกว่าครึ่ง รู้สึกหมดไฟในการทำงาน
ผลสำรวจใหม่ระบุมากกว่าครึ่งของแพทย์อเมริกา ในหลากหลายสาขาล้วนรู้สึกหมดไฟในการทำงาน และไม่มีความสุขเอาเสียเลย
ผลสำรวจใหม่ระบุมากกว่าครึ่งของแพทย์อเมริกา ในหลากหลายสาขาล้วนรู้สึกหมดไฟในการทำงาน และไม่มีความสุขเอาเสียเลย
คุณผู้อ่านเคยรู้สึกไม่อยากไปทำงาน แต่ต้องไป และจำต้องทำงานด้วยความรู้สึกไร้ความหมาย อยากให้เวลาในแต่ละวันผ่านไปไวๆหรือไม่ หากรู้สึกนั่นคืออาการหมดไฟที่เกิดขึ้นกับบรรดาคนทำงานทั่วโลก ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว
Medscape เว็บไซต์ข่าวสารทางการแพทย์ได้เผยแพร่ผลสำรวจใหม่ ในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับภาวะหมดไฟในการทำงานที่เกิดขึ้นได้กับทุกอาชีพ แม้กระทั่งกับแพทย์เช่นกัน
ผลสำรวจดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากบรรดาแพทย์ในสหรัฐกว่า 15,800 คน ในสายความถนัดที่แตกต่างกันไป 25 ประเภท โดยมีโจทย์การสำรวจว่า งานของพวกเขานั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนอื่นๆอย่างไรบ้าง ในปี 2016 ที่ผ่านมา
แพทย์บางคนระบุว่าตัวเขานั้นมีความสุขมากกับการทำงาน อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในสถานที่ที่มีคนมีความสุขที่สุด ก็มีแพทย์บางคนรู้สึกเป็นทุกข์ไม่น้อย
บางส่วนจากการสำรวจ 39% ของแพทย์สาขาโรคผิวหนังระบุว่าพวกเขามีความสุขดีกับการทำงาน เช่นเดียวกันกับ 38% ของแพทย์จักษุวิทยา, 37% ของแพทย์สุขภาพจิต, 32% ของแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง และ 29% ของแพทย์สาขามะเร็งวิทยา
นั่นคือสัดส่วนของแพทย์ที่มีความสุขในการทำงาน เพราะกว่า 55% ของแพทย์หน่วยฉุกเฉินนั้น พวกเขาหมดไฟ เช่นเดียวกับ 55% ของแพทย์ทางเดินปัสสาวะ, 53% ของแพทย์กุมารเวช และ 50% ของแพทย์รังสีวิทยาเป็นต้น
ภาวะหมดไฟนั้นครอบคลุมถึง การสูญเสียความกระตือรือร้นในการทำงาน, ขาดความรู้สึกของมนุษย์ ไปจนถึงรู้สึกประสบความสำเร็จต่ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุเช่น การถูกกดดันจากผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า, การมีชั่วโมงการทำงานมากเกินไป, การรู้สึกเหมือนเป็นวัวที่อยู่ในคอก ซึ่งแพทย์ที่เข้ารับการสำรวจเป็นผู้ระบุความรู้สึกเหล่านี้เอง
นอกจากนั้นบรรดาแพทย์ยังบ่นว่า พวกเขาไม่มีเวลาให้กับคนไข้เพียงพอ ที่คนไข้สมควรจะได้อีกด้วย รวมทั้งต้องเผชิญกับการจัดการทางอารมณ์เมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้น หรือเมื่อคนไข้เสียชีวิต ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามแต่ละแผนก เช่น ในส่วนของแพทย์ผิวหนัง มักเผชิญกับความเครียดฉับพลันมากขึ้น เมื่อเจอกับเนื้องอก หรือมะเร็งผิวหนังของผู้ป่วย ซึ่งหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเสียชีวิต ความเครียด และความไม่ผาสุขของแพทย์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
จะเห็นได้ว่าปัญหาการหมดไฟในการทำงานนี้กำลังเป็นวิกฤติ ของบรรดาแพทย์สหรัฐอย่างแท้จริง หากแพทย์เหล่านี้มีอัตราของอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพิ่มสูงขึ้น ก็จะนำไปสู่ความผิดพลาดทางการรักษามากขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ภาวะความเครียดอาจส่งผลตั้งแต่ ในตอนที่แพทย์นั้นๆ ยังคงเป็นนักเรียนแพทย์แล้วก็เป็นได้ เนื่องจากต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการแข่งขัน ซึ่งนอกจากเรื่องงานแล้ว สำหรับการใช้ชีวิตส่วนตัว แพทย์สหรัฐมีแนวโน้มอัตราการหย่าสูงถึง 20% เช่นกัน
บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักก็เป็นได้ ว่าเหตุใดอาชีพแพทย์จึงเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา







