
อดีตคลังสหรัฐเตือน'ทรัมป์'ก่อวิกฤตอีกรอบ
อดีตขุนคลังสหรัฐเตือนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์รอบใหม่ หลังทีมทรัมป์ให้สัญญาลดคุมแบงก์
อดีตขุนคลังสหรัฐเตือนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์รอบใหม่ หลังทีมทรัมป์ให้สัญญาลดคุมแบงก์
นายลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน เปิดเผยว่า นโยบายการลดความเข้มงวดในการกำกับดูแล โดยเฉพาะในภาคส่วนการเงินการธนาคาร ตามที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ตั้งใจจะทำ อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่เช่นเดียวกับวิกฤตการเงินสหรัฐในปี 2551-2552 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทีมเปลี่ยนผ่านของทรัมป์ให้สัญญาจะแก้ไขกฎหมายดอดด์-แฟรงก์ (Dodd-Frank) ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมสถาบันการเงิน หลังมีส่วนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่มีการส่งสัญญาณอย่างชัดเจน โดยในช่วงหาเสียงแม้ทรัมป์กล่าวต่อต้านกฎหมาย ดอดด์-แฟรงก์ แต่ก็ระบุว่า จะแยกภาคส่วนสถาบันการเงินออกเป็นธนาคารเพื่อการกู้ยืมและผู้จำหน่ายหลักทรัพย์ เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแล
"การลดการกำกับดูแลในบางภาคส่วนอย่างการเงินอันตรายเป็นอย่างมาก ใครอยากจะกลับไปยุคสถาบันการเงินล่าเนื้อกัน และใครกันอยากกลับไปยุคที่ธนาคารแบกรับหนี้มหาศาล" ซัมเมอร์ส กล่าว
ขณะเดียวกัน อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ย้ำว่า นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลของทรัมป์ นอกจากจะส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากตามไปด้วย อีกทั้งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสหรัฐและแรงงานในบริษัทส่งออก ซึ่งเสียเปรียบจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ซัมเมอร์ส ระบุว่า นโยบายปกป้องการค้าของทรัมป์จะยิ่งทำให้ประเทศที่ทรัมป์กล่าวโจมตีอย่างเม็กซิโกได้เปรียบมากขึ้น โดยหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ค่าเงินเปโซเม็กซิโกลดลงแล้ว 14% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เพิ่มข้อได้เปรียบในด้านราคาที่ทำให้ต้นทุนการตั้งโรงงานในเม็กซิโกถูกกว่า 20% เมื่อเทียบกับการตั้งโรงงานในสหรัฐ
ทั้งนี้ ทรัมป์โจมตีเอกชนมากมายที่วางแผนจะตั้งโรงงานในเม็กซิโก เช่น โตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรายล่าสุด โดยทรัมป์ระบุว่า หากโตโยต้าไปตั้งโรงงานในเม็กซิโกเพื่อ ขายรถให้สหรัฐจะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
ภาพ บลูมเบิร์ก







