
กุญแจความสำเร็จ อาคารประหยัดพลังงาน
ในปัจจุบันการสร้างอาคารประหยัดพลังงานและอาคารเขียวเริ่มได้รับความสนใจจากเจ้าของอาคาร
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์|EIC
ในปัจจุบันการสร้างอาคารประหยัดพลังงานและอาคารเขียวเริ่มได้รับความสนใจจากเจ้าของอาคาร ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้เช่าพื้นที่อาคารสำนักงาน และผู้อยู่อาศัย เพราะนอกจากอาคารดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงานอีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้อาคารพาณิชย์ต่างๆ ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงพลังงานเล็งเห็นว่าการออกแบบอาคารที่เหมาะสมจะมีส่วนอย่างมาก ดังนั้นจึงได้ผลักดันมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร (Building Energy Code : BEC) ฉบับใหม่ขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมการออกแบบทั้ง 6 ด้าน คือ กรอบอาคาร ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ อุปกรณ์ผลิตน้ำร้อน การใช้พลังงานรวมในอาคาร และการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมาตรฐานนี้จะเริ่มบังคับใช้กับอาคารพาณิชย์ที่มีพื้นที่มากกว่า 1 หมื่น ตร.ม.
เช่นเดียวกับไทย หลายประเทศในอาเซียน เริ่มให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลังงานในอาคารพาณิชย์ โดยสิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในเรื่องนี้ ด้วยกุญแจสู่ความสำเร็จ 3 ประการ คือ 1.การบังคับใช้ กฎหมายมาตรฐานออกแบบอาคาร โดยผูกกับระบบประเมินอาคารเขียวและอนุมัติอาคารที่เข้าข่ายของรัฐตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา 2.การยกระดับการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำเอนเนอร์จี ออดิต ของอาคาร ประกอบกับข้อมูลการใช้พลังงานของอาคารแต่ละแห่ง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงมาตรฐานใหม่ให้เข้มขึ้น และ 3.การให้เงินสนับสนุนแก่เจ้าของอาคารและผู้พัฒนาโครงการ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาอาคารใหม่หรือปรับปรุงอาคารให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ จากการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและให้แรงจูงใจดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันสิงคโปร์มีอาคารเขียวแล้วราว 3,000 อาคาร มากกว่าอาคารเขียวในไทยราว 10 เท่า โดยอาคารที่ดัดแปลงให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ราว 16% ของแต่ละรอบบิล จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาคารเขียวในสิงคโปร์ พบว่าอาคารเขียวจะยังคงเติบโตต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งส่งผลให้ความต้องการด้านบริการขอรับรองอาคาร ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นสำหรับอาคารเขียวสูงขึ้นตามไปด้วย
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ไทย แม้ว่ามาตรฐาน BEC ในไทยยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องควรเตรียมพร้อมในการรองรับข้อกำหนดใหม่ ทั้งนี้ หากมาตรฐาน BEC ดังกล่าวมีการบังคับใช้แล้ว ทางอีไอซีมีข้อเสนอแนะว่า 1.บริษัทที่ปรึกษาด้านออกแบบและก่อสร้างอาคาร ควรทำความเข้าใจกฎระเบียบใหม่ และ Best Practice จากต่างประเทศเพื่อมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศและสภาพพื้นที่ของอาคารในไทย 2.สำหรับบริษัทผู้รับติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาควรใช้โอกาสจากเงื่อนไขการใช้พลังงานหมุนเวียนตามมาตรฐาน BEC ในการเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มเจ้าของอาคารพาณิชย์ ด้วยการเป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทรับออกแบบอาคารเพื่อติดตั้งระบบบนหลังคาอาคารใหม่หรืออาคารที่มีการดัดแปลง และ 3.เจ้าของโครงการหรืออาคาร ควรวางแผนการตลาดและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของตน โดยเน้นประโยชน์ที่จะได้จากการใช้อาคาร เช่น ผ่านมาตรฐาน สามารถลดค่าไฟฟ้าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ รวมถึงมีสภาวะแวดล้อมในอาคารที่ดี เป็นต้น
ขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่สองในอาเซียน ที่นำกฎหมายกำหนดออกแบบอาคารเพื่อการใช้พลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อมาตรฐาน BEC ถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวาง จะทำให้ตลาดอาคารประหยัดพลังงานและอาคารเขียวขยายตัวต่อเนื่อง นอกเหนือจากจะสามารถลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้แล้ว
ยังช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองสีเขียวอีกด้วย







