
2017 โลกยังวุ่น
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐส่งท้ายปีเก่าและตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ ด้วยการคว่ำบาตร
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐส่งท้ายปีเก่าและตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ ด้วยการคว่ำบาตรหน่วยข่าวกรองรัสเซีย พร้อมลดระดับความสัมพันธ์ด้วยการขับไล่นักการทูตรัสเซียในสหรัฐออกจากประเทศ 35 คน กลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันยาวจนถึงปีหน้า ซึ่งหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง มีแนวโน้มที่จะสานสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น
นอกจากนี้ กระแสชาตินิยมในปีที่แล้วยังคงไม่จบสิ้น และต้องไปตามกันต่อในปีนี้ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ถึงกระแสดังกล่าวว่าจะกลายเป็นเทรนด์ของโลกในอนาคตหรือไม่
จับตาสัมพันธ์สหรัฐ-รัสเซีย
รัฐบาลโอบามาประกาศคว่ำบาตรหน่วยข่าวกรองของรัสเซียและยังขับไล่นักการทูต 35 คน ออกจากประเทศ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังต้องสงสัยมีการลักลอบโจรกรรมข้อมูล และเป็นการตอบโต้เหตุที่รัสเซียเข้ามาแฮ็กการเลือกตั้ง ซึ่งมีรายงานว่า การแฮ็กของรัสเซียเป็นการช่วยเหลือให้โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัย
ด้านรัสเซียเองก็ไม่อยู่นิ่ง ออกมาขู่ตอบโต้กลับทันที โดยกระทรวงต่างประเทศรัสเซียได้ยื่นคำร้องไปยังประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เพื่อขอให้ไล่นักการทูตของสหรัฐกลับประเทศไป 35 คนบ้าง อย่างไรก็ตาม ปูติน เปิดเผยภายหลังว่า จะไม่มีการตอบโต้ด้วยการส่งทูตสหรัฐกลับ และจะกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐมากขึ้นหลังทรัมป์รับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้
ยุโรปชี้ขาดกระแสชาตินิยม
การออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษและชัยชนะของทรัมป์ นับเป็นสองเหตุการณ์สำคัญในปีที่แล้วที่บ่งบอกถึงการผงาดของกระแสชาตินิยม ไม่เพียงเท่านั้น การทำประชามติปฏิรูปรัฐธรรมนูญในอิตาลี ยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรีอิตาลีที่เอาตำแหน่งเป็นเดิมพันต้องพ้นจากตำแหน่งภายหลังพ่ายประชามติ ส่งผลให้กลุ่มพรรคการเมืองขวาขัดขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในอิตาลี
ยุโรปจะมีการเลือกตั้งอีกหลายครั้งในปีหน้า เริ่มต้นจากเนเธอร์แลนด์ จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 15 มี.ค. ขณะที่เยอรมนีมีกำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปราวเดือน ส.ค.-ต.ค.ปีหน้า โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองการจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น หลังคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ร่วงต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากนโยบายเปิดรับผู้อพยพ ส่วนฝรั่งเศสจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 23 เม.ย. และวันที่ 7 พ.ค.
การเลือกตั้งสำคัญในยุโรปจึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นจุดชี้ขาดว่ากระแสชาตินิยมจะอยู่หรือไป
ก่อการร้ายยังคงอยู่
ปี 2016 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีที่ภูมิภาคซึ่งเคยปลอดภัยจากการก่อการร้ายอย่างยุโรป ต้องเผชิญกับการก่อการร้ายอย่างการโจมตีสนามบินบรัสเซลส์และสถานีรถไฟใต้ดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน สร้างความหวาดกลัวให้กับการก่อการร้ายที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทั่วโลก
สำหรับในอาเซียน อินโดนีเซียในปีที่แล้วได้พยายามยับยั้งแผนการก่อการร้าย หลังจากกลายเป็นชาติแรกในอาเซียนที่เผชิญกับการก่อการร้ายจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) จากเหตุการณ์ระเบิดและกราดยิงในกรุงจาการ์ตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน ซึ่งหมายรวมถึงมือปืนผู้ก่อเหตุ 4 คนด้วย
ระหว่างที่การก่อการร้ายกำลังแพร่สะพัดไปทั่วโลก ในอาเซียนก็เผชิญกับความไม่สงบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมโรฮีนจาในเมียนมา ส่งผลให้ชาติที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามอย่างมาเลเซีย เป็นหัวหอกในการกดดันเมียนมาให้ยุติความรุนแรงดังกล่าว ทว่านักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย เดินหน้าเรื่องดังกล่าวเพียงเพราะต้องการดึงฐานเสียงชาวมาเลเซียเชื้อชาติมาเลย์เท่านั้น
ความวุ่นวายในอาเซียนจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นกันในปี 2017 นี้
2017 นโยบายการเงินเข้มงวด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ โดยตลาดต่างให้เหตุผลว่า เฟดต้องการที่จะจำกัดอัตราเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งทะยานมากเกินไป จากระดับในปัจจุบันที่กำลังเติบโตเข้าใกล้เป้าหมายของเฟดที่ 2% หลังทรัมป์ให้สัญญาจะใช้นโยบายต่างๆ เช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคลและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไปเสริมสร้างแรงซื้อของผู้บริโภคและก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ
การดำเนินนโยบายของเฟดเป็นการใช้นโยบายการเงินชนิดเข้มงวด ขณะที่ภาคธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ก็มีแนวโน้มในการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ด้านอีซีบีลดวงเงินการซื้อคืนพันธบัตรจาก 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ในปีหน้า โดยเศรษฐกิจปลายปีของยูโรโซนทำผลงานได้ดีและเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยุโรปยังต้องเจอภาวะทางการเมืองในปีหน้า ขณะที่พีบีโอซีต้องการที่จะควบคุมฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ โดยทางการจีนก็พยายามสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างทางรถไฟด้วยเงินทุนอย่างน้อย 3.5 ล้านล้านหยวน (ราว 18 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020







