
หมดแรงดัน
เป็นที่ชัดเจนว่า ครึ่งหลังของปี 2010 นี้ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะเชื่องช้าลงอีกครั้ง อันมีปัจจัยหลากหลายอย่างที่ผมอยากจะเรียกว่า “Perfect Strom” ที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญนั้นคงได้ แต่ต้องทำใจครับ
เป็นที่ชัดเจนว่า ครึ่งหลังของปี 2010 นี้ เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะเชื่องช้าลงอีกครั้ง อันมีปัจจัยหลากหลายอย่างที่ผมอยากจะเรียกว่า “Perfect Strom” ที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญนั้นคงได้ แต่ต้องทำใจครับ
โดย....ธนพล ไชยภาษี
ผมอยากจะบอกว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ จี20 ครั้งล่าสุดที่เกาหลีนั้น ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นพ้องว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้อย่างเต็มที่ การกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นเอาไว้ทีหลัง เพราะปัญหาวิกฤตหนี้ที่กำลังสุกงอมในยุโรปนั้นกำลังก่อให้เห็นผลอย่างชัดเจน
แน่นอนว่าปัญหาหนี้ของรัฐบาลทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น คือปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีจะซบเซาต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการใช้นโยบายรัดเข็มขัดกันครั้งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ ครับ
ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับกันว่าแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทั้งหลายกำลังเดินเข้ามาถึงโค้งสุดท้ายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ครับ
อย่างเช่นจีนที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนร้อนแรงเติบโตได้ไตรมาสละไม่ต่ำกว่า 89% ส่วนสำคัญเป็นเพราะรัฐบาลอัดเงินกระตุ้นระบบเศรษฐกิจภายในอย่างมหาศาล โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
การกระตุ้นของจีนนั้นได้ช่วยให้หลายประเทศในหลายภูมิภาคได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เช่น ออสเตรเลียที่พึ่งพาการส่งออกวัตุดิบเพื่อการก่อสร้างไปยังจีนมาโดยตลอด ก็จะต้องเจอกับภาวะชะงักแน่นอนครับในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เมื่อฤทธิ์ยากระตุ้นของจีนเริ่มเบาบางลง ประกอบกับรัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการควบคุมภาวะฟองสบู่ลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจอย่างเต็มสูบ
ส่วนในสหรัฐนั้น ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ที่การเติบโตของจีดีพีกลับมาเป็นบวกได้และพีกที่สุดในไตรมาส 4 นั้น ก็เริ่มเห็นแววเชื่องช้าลงแล้วในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เมื่อรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศตัวเลขการเติบโตของจีดีพีซึ่งเป็นการทบทวนใหม่ลดลงจากเดิมที่คิดว่าอยู่ที่ 2.4% มาอยู่ที่ 1.6% ต่อปี
สำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรสของสหรัฐ ยอมรับว่า การเติบโตของจีดีพีที่คึกคักดังกล่าวนั้น เป็นผลมาจากการทุ่มเงินอัดฉีดเศรษฐกิจของสหรัฐมูลค่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐเมื่อช่วงที่วิกฤตกำลังสุกงอม ซึ่งมาตรการกระตุ้นเหล่านี้ได้ช่วงผลักดันให้จีดีพีเติบโตเพิ่มขึ้นได้ที่ราว 1.74.5% ทีเดียว
แต่ทว่าเช่นเดียวกันกับจีน ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งเริ่มส่อแววให้เห็นชัดเจนขึ้นแล้วว่า ต่อจากนี้ จีดีพีของสหรัฐน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะซบเซาอีกครั้งหนึ่ง
และภาวะซบเซานี้ก็จะขึ้นอยู่ว่า เมื่อไหร่ที่การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณในประเทศมหาอำนาจทั้งหลายจะผ่านพ้นไปได้ และเมื่อไหร่ที่จีนจะรู้สึกว่าปลอดภัยจากความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่
ต้องรอกันถึงปีหน้าครับ







