
จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้อพยพชาวซีเรียนับล้าน หากอัสซาดชนะ?
บรรดาผู้อพยพชาวซีเรียส่วนหนึ่งไม่อยากเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด หากบาร์ซา อัล-อัสซาดยังคงเป็นประธานาธิบดี พวกเขาหวาดกลัวและมองไม่เห็นอนาคต
บรรดาผู้อพยพชาวซีเรียส่วนหนึ่งไม่อยากเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด หากบาร์ซา อัล-อัสซาดยังคงเป็นประธานาธิบดี พวกเขาหวาดกลัวและมองไม่เห็นอนาคต
สถานการณ์ล่าสุดสำหรับสงครามในซีเรีย กองกำลังรัฐบาลของประธานาธิบดีบาร์ซา อัล-อัสซาด สามารถยึดคืนพื้นที่กลุ่มกบฏทั้งหมดที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองอเลปโปได้แล้ว คำถามต่อมาคืออนาคตของซีเรียจะเป็นอย่างไร? โดยเฉพาะชะตากรรมของผู้อพยพที่กระจายกันอยู่ในประเทศอื่น
วิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้อพยพชาวซีเรียมากกว่า 5 ล้านคน ในจำนวนนี้พวกเขาเป็นทั้งกลุ่มคนที่ต่อต้านระบบการปกครองของอัสซาด ไปจนถึงประชาชนตาดำๆที่ไม่ได้ฝักฝ่ายกลุ่มใดทางการเมือง แต่ต้องการหลบหนีจากกระสุน และระเบิดเท่านั้น พวกเขากระจายกันอยู่ในฐานะของผู้ลี้ภัย ตามประเทศต่างๆ และดูเหมือนว่าไม่อยากจะกลับบ้าน หากอัสซาดยังคงอยู่ในอำนาจ
"ผมจะกลับไปให้ถูกจับกุมอีกครั้งทำไม?" บาร์รี่ อับดุลลาทิฟ นักเคลื่อนไหวผู้ต่อต้านประธานาธิบดีอัสซาด และขณะนี้กำลังลี้ภัยอยู่ในตุรกีกล่าว เขาระบุว่าตัวเขาไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่รัฐ ในการปกครองของประธานาธิบดี "นักเคลื่อนไหวคนอื่นๆที่ผมรู้จักก็คิดแบบเดียวกัน"
อับดุลลาทิฟเป็น 1 ในจำนวนชาวซีเรียที่ลี้ภัยออกนอกประเทศ ที่สำนักข่าว VOA ได้สัมภาษณ์ พวกเขามีตั้งแต่นักรบในกลุ่มกบฏ, นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม, นักเคลื่อนไหว ไปจนถึงคนธรรมดาๆที่ยังคงมีญาติอยู่ในซีเรีย ซึ่งทั้งหมดยืนกรานหนักแน่นว่าพวกเขาจะไม่กลับไปยังประเทศบ้านเกิด หากการต่อสู้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมานั้นล้มเหลว
ด้านเอ็นจีโอชาวซีเรียเองก็กล่าวในทำนองเดียวกัน พวกเขามองว่าภายใต้การปกครองโดยอัสซาดนั้น ซีเรียไม่มีความหวัง และอนาคต และพวกเขามีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกกักกัน หากพวกเขากลับไป
"สำหรับผม ผมจะไม่ไปเหยียบพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอัสซาดเด็ดขาด เพราะผมไม่อยากถูกจับโยนเข้าคุกไปตลอดชีวิต หรือกลายเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้หายสาบสูญ" โมฮัมหมัด นูลร์ ชายผู้ลี้ภัยกล่าว สมาชิกครอบครัวบางคนของเขายังคงอยู่ในภาคเหนือของซีเรีย ซึ่งขณะนี้ถูกควบคุมโดยกลุ่มไอเอส
เมื่อเดือนพฤษภาคม หอสังเกตุการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวซีเรียอ้างว่า มีรายงานประชาชนกว่า 60,000 คนเสียชีวิตจากการถูกสังหาร หรือสภาพอันเลวร้าย และขาดมนุษยธรรมของเรือนจำในซีเรีย นับตั้งแต่การต่อต้านประธานาธิบดีอัสซาดเริ่มต้นขึ้น และเมื่อปีที่ผ่านมา Human Rights Watch ได้เผยแพร่รายงานที่ได้รับจาก Caesar photographs ชุดภาพถ่ายการเสียชีวิตของกบฏชาวซีเรีย หรือผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฝ่ายกบฏ
นอกเหนือไปจากความกลัวที่จะถูกจับแล้ว ความโหดร้ายของการโจมตีด้วยระเบิด และอาวุธเคมี ใส่พื้นที่ของกลุ่มกบฏ โดยกองกำลังรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งฝันร้ายที่พวกเขาไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง
"ผมจะอาศัยอยู่ในประเทศที่ปกครองโดยบาร์ซา อัล-อัสซาดได้อย่างไร? ในเมื่อเขาต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อการทำลายทุกอย่างในเมืองอเลปโป ฆ่าประชาชนไปอีกครึ่งล้าน และอีกหลายล้านต้อหนีออกจากประเทศ" คำถามจากนักเคลื่อนไหวผู้ใช้นามว่า Khudur "ผมไม่สามารถกลับไป และใช้ชีวิตภายใต้ประเทศที่มีผู้นำเป็นอาชญากรได้" เขากล่าว
ปัจจุบัน Khudur อาศัยอยู่ในยุโรป และทำงานกับองค์กรต่างประเทศที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้คนในพื้นที่กลุ่มกบฏของซีเรีย ตัวเขาเองก็ไม่มีหวังเช่นกันว่าอัสซาดจะถูกโค่นล้มลงได้
คำถามต่อมาสำหรับบรรดานานาประเทศ รวมทั้งในยุโรปเองที่หวั่นกลัวต่อคลื่นผู้อพยพคือ ผู้อพยพชาวซีเรียเองมีแผนอย่างไรต่อกับชีวิตพวกเขา หากอัสซาดสามารถเอาชนะสงครามทั้งหมดในซีเรียได้จริงๆ เนื่องจากในฐานะเจ้าบ้านแล้วพวกเขาเองก็คาดหวังว่าผู้อพยพจะอาศัยอยู่เพียงชั่วคราวเพื่อลี้ภัย และเดินทางกลับไปยังประเทศที่พวกเขาจากมา ด้านตุรกีเองก็เริ่มวางแผนใหม่แล้ว เพื่อรับมือกับผู้อพยพจำนวน 2 ล้านคนในประเทศ
ทางเลือกสำหรับผู้ลี้ภัยมี 2 ทาง นั่นคือกลับบ้าน หรืออยู่ต่อไป Bassam al-Kuwaitli นักวิจัยสถานการณ์ในซีเรีย จากตุรกีมองว่าการที่ผู้อพยพนั้นๆจะอยู่ยาว หรือเดินทางกลับประเทศขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นผู้อพยพแบบไหน นั่นคือหากพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่อต้าน และกลุ่มกบฏ เขาเชื่อว่าหากผู้อพยพเหล่านี้อยู่ในยุโรป หรือสหรัฐพวกเขาจะไม่กลับบ้านแน่นอน แต่หากพวกเขาอาศัยอยู่ในค่ายลี้ภัยรอบๆ อย่างตุรกี, เลบานอน, จอร์แดน, อียิปต์ หรืออิรัก ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะกลับบ้านเนื่องจากอนาคตในค่ายผู้อพยพก็ไมได้มีให้เลือกมากนัก ในขณะที่ผู้อพยพที่เป็นชาวบ้านผู้หลบหนีจากลูกระเบิด และความรุนแรงพวกเขาจะกลับบ้าน และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่พวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันประเทศที่เปิดรับเองก็จะไล่ผู้อพยพส่วนหนึ่งกลับบ้านเช่นกัน เมื่อสงครามยุติแล้ว
ทัศนคติที่ผู้คนมีต่อผู้อพยพนั้นไม่สู้ดีนัก เช่นในเลบานอน ประเทศเพื่อนบ้านที่มีผู้อพยพชาวซีเรียมากถึง 1.5 ล้านคน Michel Aoun ประธานาธิบดีคนใหม่ของเลบานอน ที่เพิ่งคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาประกาศแก่ประชาชนว่าเขาจะส่งผู้อพยพชาวซีเรียกลับบ้าน
ฉะนั้นแล้วไม่ว่าพวกเขาจะอยากกลับ หรือไม่อยากกลับก็ตาม บรรดาผู้อพยพชาวซีเรียทั้งในเลบานอน และประเทศอื่นๆเองจำนวนหลายแสน หรืออาจถึงล้านคน จะถูกส่งกลับบ้านในที่สุด ท่ามกลางความกังวลจากนานาชาติว่าชะตากรรมของชาวซีเรียอาจเป็นดังเช่นสิ่งที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์
ขอขอบคุณ VOA







