
เปิดพิมพ์เขียว ‘การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก’
เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2559 กันแล้ว หลายตัวชี้วัดแม้ว่าจะสะท้อนให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มากนัก ภาครัฐจึงต้องระดมทุกสรรพกำลังออกโรงกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างหนักหน่วงต่อไป โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อย โดยเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐได้เริ่มจ่ายเงินสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นครั้งแรก ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการนำเสนอของกระทรวงการคลังเพื่อสร้างสวัสดิการแห่งรัฐที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาความยากจน และนี่ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการตั้งต้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากร โดยใช้กลไกทางการเงินเป็นตัวช่วยหลัก
เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2559 กันแล้ว หลายตัวชี้วัดแม้ว่าจะสะท้อนให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มากนัก ภาครัฐจึงต้องระดมทุกสรรพกำลังออกโรงกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างหนักหน่วงต่อไป โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นไปที่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและผู้มีรายได้น้อย โดยเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐได้เริ่มจ่ายเงินสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นครั้งแรก ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการนำเสนอของกระทรวงการคลังเพื่อสร้างสวัสดิการแห่งรัฐที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาความยากจน และนี่ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการตั้งต้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ของประชากร โดยใช้กลไกทางการเงินเป็นตัวช่วยหลัก
ถ้าจะว่าไป เราพูดกันถึงเรื่องของการขจัดความยากจนกันมานานมาก แต่จนแล้วจนรอดปัญหานี้ก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไข จนวันนี้รัฐบาลได้ลุกขึ้นมาเอาจริง ไม่ปล่อยปัญหาให้เป็นไปตามยถากรรม และยิ่งน่ายินดีมากขึ้นเมื่อรัฐบาลได้มีการวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบด้วยการยกร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ. 2560-2564 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งสำคัญของไทย ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทางเศรษฐกิจ เพื่อที่พี่น้องประชาชนจะสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้
หลักการของแผนฉบับนี้ คือการวางกรอบเพื่อการส่งเสริมพัฒนาองค์กรการเงินฐานราก วางแนวทางในการพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนที่ชัดเจน สร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจชุมชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงบริการทางการเงินอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยวางยุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ 1.การสร้างรายได้และพัฒนาศักยภาพด้านการเงินของประชาชนระดับฐานราก 2.การพัฒนาให้ผู้ให้บริการทางการเงินเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยมุ่งสร้างเครือข่ายและความเข้มแข็งขององค์กรการเงินชุมชน และ 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้เหมาะสมเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนากฎหมายระเบียบและข้อมูลการเงินภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายระบบการเงินภาคประชาชน ซึ่งทั้งสามยุทธศาสตร์ รัฐบาลได้ใช้กลไกของสถาบันการเงินี่รัฐ ทั้งธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.เป็นกลไกหลัก
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ในการสนับสนุนเศรษฐกิจและสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดียิ่ง ในมุมมองของบริษัททริสเรตติ้งที่มีต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีความแข็งแกร่งมาตลอดระยะเวลา 103 ปี และได้เป็นกลไกในการช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจมาโดยตลอด อันดับเครดิตธนาคารออมสิน AAA นี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีผลประกอบการทางการเงินที่ดีโดยรวม แต่ธนาคารออมสินรักษาสภาพการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากรัฐบาล แม้ว่าธนาคารออมสินมีบทบาททั้งในเชิงธนาคารพาณิชย์ และการเป็นธนาคารเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจและประชาชนฐานราก ซึ่งพันธกิจในส่วนนี้ไม่มีทางมีกำไร แต่ธนาคารออมสินก็สามารถทำทั้งสองหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดีมาตลอด
ดังนั้น อันดับ AAA ที่ธนาคารออมสินได้รับการประเมินในครั้งนี้ จึงสะท้อนภาพกว้างในอีกมิติหนึ่งว่า บทบาทการช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติ และการช่วยเหลือประชาชนฐานราก ไม่ใช่ตัวฉุดรั้งให้องค์กรตกต่ำ และนี่คือการสร้างสมดุลระหว่างการบรรลุพันธกิจของธนาคารในการรักษาผลประกอบการทางการเงินที่ดี และการสร้างความเข้มแข็งยั่งยืนให้กับระบบการเงินฐานราก ซึ่งหากเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งแน่นหนามากเท่าได เศรษฐกิจชาติก็จะแข็งแกร่งมั่งคงมากขึ้นเท่านั้น เข้าทำนอง ยิ่งให้ ยิ่งได้







