
ชีวิตนิรันด์กับกระบวนการไครโอนิกส์
ชมโปรเจคภาพถ่าย The Prospect of Immortality โดยช่างภาพชาวอังกฤษ เมื่อกระบวนการแช่แข็ง รอวันคืนชีพกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
ชมโปรเจคภาพถ่าย The Prospect of Immortality โดยช่างภาพชาวอังกฤษ เมื่อกระบวนการแช่แข็ง รอวันคืนชีพกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
เมื่อหลายสิบปีก่อน Murray Ballard ช่างภาพได้พูดคุยกับ Stephen Valentine สถาปนิกผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลรายหนึ่ง เกี่ยวกับโปรเจคสุดทะเยอทะยาน ที่สถาปนิกรายดังกล่าวนิยามชื่อโปรเจคว่า Timeship โครงการแช่แข็งร่างกายของมนุษย์ภายใต้อุณหภูมิต่ำ เมื่อพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว และรอวันที่จะปลุกพวกเขาขึ้นมาอีกครั้งในอนาคต
วิธีการดังกล่าวเรียกว่าไครโอนิกส์ เป็นการแช่แข็งบุคคลในระดับเซลล์ และเคมีในร่างกาย ทั้งนี้การที่จะแช่แข็งได้บุคคลคนนั้นต้องเสียชีวิตแล้วในทางกฏหมาย แต่ยังไม่เสียชีวิตในทางชีวภาพ การแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำจะช่วยเก็บรักษาร่างกายของผู้ที่ต้องการได้นานเป็นร้อยๆปี ท่ามกลางความคาดหวังว่าในอนาคตร่างกายเหล่านั้นจะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง และมีชีวิตเช่นปกติ
กระบวนการไครโอนิกส์กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวของอังกฤษรายงานข่าวเด็กสาววัย 14 ปี ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งรายหนึ่ง ประกาศต้องการแช่แข็งร่างของตน เป็นความปรารถนาก่อนตาย เด็กหญิงคนดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ JS เธอเขียนคำร้องก่อนเสียชีวิตว่า เธอไม่อยากตาย แต่เธอรู้ดีว่าวันนั้นจะต้องมาถึง และเธอเชื่อว่ากระบวนการไครโอนิกส์จะให้โอกาสเธอได้ตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง ในอีกหลายร้อยปีช้างหน้า ซึ่งโชคดีที่ศาลสูงแห่งอังกฤษ และเวลล์ในกรุงลอนดอน ได้อนุญาตตามที่เด็กหญิงร้องขอ
แม้กระบวนการดังกล่าวจะดูเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ และยากที่จะเชื่อในปัจจุบัน Murray Ballard ช่างภาพชาวอังกฤษตัดสินใจเดินทางไปชมกระบวนการไครโอนิกส์ ในสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และในรัสเซีย ในโปรเจคภาพถ่าย The Prospect of Immortality ของเขา
ปัจจุบันประมาณตัวเลขของผู้ที่ลงชื่อเข้าร่วมกับกระบวนการไครโอนิกส์ประมาณ 2,000 คน ในจำนวนนี้มีราว 200 คนที่เข้าสู่กระบวนการแช่แข็งแล้ว และมีอีกจำนวนหนึ่งที่แช่แข็งเพียงแค่ศีรษะเท่านั้น ด้วยความหวังที่ว่าในอนาคตนักวิทยาศาสตร์จะสามารถเชื่อมต่อศีรษะของพวกเขา เข้ากับร่างใหม่ได้
มูลนิธิแช่แข็งร่างที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Alcor Life Extension Foundation ในอรืโซน่า พวกเขาเล่าถึงกระบวนการทำงานที่ต้องจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิตว่า ทีมงานจำเป็นต้องเตรียมพร้อม และดำเนินขั้นตอนการรักษาร่างของ "ผู้ป่วย" ทันทีที่พวกเขาเสียชีวิต ในจำนวนนี้รวมถึงอ่างน้ำแข็งในการรักษาร่างกาย, การรักษาอวัยวะภายในที่สำคัญให้ยังคงมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงการถ่ายสารละลายไครโอโพรเทคแทนท์ เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด เพื่อรักษาเซลล์เอาไว้ ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าที่พกพาได้
สำหรับในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตไกลจากมูลนิธิ ทางทีมงานจะเดินทางไปจัดการกับขั้นตอนเฉพาะบางอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าอวัยวะต่างๆยังไม่ตาย จากนั้นผู้ป่วยก็จะถูกนำใส่ถุงบรรจุขนาดใหญ่กลับมายังมูลนิธิ เหมือนกับศพในคดีฆาตกรรม
กระบวนการไครโอนิกส์สามารถรักษาร่างกายได้จริงหรือ? JS และบรรดาผู้ป่วยรายอื่นๆจะสามารถฟื้นคืนกลับมาจากความตายได้หรือไม่? พ่อของ JS ผู้คัดค้านกระบวนการนี้ และต้องจำยอมเพราะเป็นความปรารถนาก่อนตายของลูกสาวมองว่า ธุรกิจดังกล่าวกำลังดำเนินการบนพื้นฐานความกลัวตายของมนุษย์ และให้คำสัญญาที่ไม่มีวันเป็นจริงได้
อย่างไรก็ดีความเชื่อว่าชีวิตสามารถกลับคืนมาอีกครั้งหลังจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ เทคโนโลยีไครโอนิกส์เป็นเพียงกระบวนการล่าสุดที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับความตายเท่านั้น ย้อนไปก่อนหน้าจุดประสงค์ของการทำมัมมี่ในอียิปต์ ก็มีขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างของผู้ตาย ไปจนถึงความเชื่อเรื่องการฝังร่างของชาวคริสต์ เพื่อรอวันที่พระเยซูจะปลุกพวกเขาให้ฟื้นคืนจากความตายเองก็เช่นกัน
ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่เคยมีผู้ป่วยคนใดได้รับการคืนชีพขึ้นจากกระบวนการไครโอนิกส์มาก่อน เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเพียงเทคโนโลยีล่าสุดที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อต่อสู้กับความตายเท่านั้น ในขณะที่การปลุกชีพผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นยังคงเป็นความหวังสำหรับอนาคต และยังคงไม่สามารถพิสูจน์ว่าทำได้จริงในปัจจุบัน
ชมภาพอื่นๆของเขาได้ที่นี่ http://murrayballard.com/work/the-prospect-of-immortality/#PHOTO_16







