
โบนจามิน เซเตียวัน ผู้ทรงอิทธิพลเภสัชกรรมเอเชีย
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
ธุรกิจที่เกี่ยวกับปัจจัย 4 ของมนุษย์นั้นยังเติบโตต่อเนื่องตามขนาดประชากรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียที่มีผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 250 ล้านคน ที่มีความต้องการด้านเวชภัณฑ์ยาตามมา
โบนจามิน เซเตียวัน (Boenjamin Setiawan) หรือโบนจามิน เจ้าของบริษัทขายยายักษ์ใหญ่ ของอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจัดอันดับให้ติด 1 ใน 10 ของผู้ที่ร่ำรวยมากที่สุดในประเทศ ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากยอดขายยากว่า 400 แบรนด์ รวมถึงแบรนด์อาหารเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มอีกมากกว่า 100 แบรนด์ ผลักดันให้รายได้ของบริษัทคาลบีปีที่แล้วสูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทำให้ โบนจามิน เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านเวชภัณฑ์ยาแห่งเอเชีย โดยมีบริษัทลูกกว่า 10 แห่ง ที่ดูแลพนักงานรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.7 หมื่นคน ที่สร้างความแข็งแกร่งในตลาดภูมิภาคโดยมีสินค้าถูกวางขายทั่วอาเซียน
โบนจามิน เชื่อว่าความสำเร็จธุรกิจในทุกวันนี้เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงความโชคดีด้วย หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2509 เขามองเห็นถึงสภาวะขาดแคลนยารักษาโรคในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย ทำให้ตัดสินใจสร้างบริษัท คาลบีฯ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว พร้อมเริ่มทำธุรกิจด้านยาตั้งแต่มูลค่าทางตลาดในประเทศยังไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท
จากการเปิดเผยตัวเลขตลาดเภสัชกรรมในปี 2558 มีมูลค่าสูงถึง 2.45 แสนล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวยังจะพุ่งสูงถึง 4.41 แสนล้านบาท ในปี 2563 ตามขนาดของประชากรอินโดนีเซีย ซึ่งจะขยายต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 14% จากนโยบายยกระดับประกันสุขภาพของรัฐบาลให้กับประชากรกว่า 260 ล้านคน ที่ชื่อว่า Jaminan Kesehatan Nasional ซึ่งถูกยกให้เป็นโครงการประกันสุขภาพที่มูลค่ามากสุดในโลก
สำหรับอัตราการเติบโตรายได้ของบริษัทเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10% นั้น โบนจามิน อธิบายว่าสินค้าเภสัชกรรมต้องอาศัยการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและประโยชน์ต่อสุขภาพ บริษัทจึงใช้งบส่วนใหญ่ไปกับการตลาดผ่านสื่อหลักอย่าง ทีวี สื่อออนไลน์ สิ่งพิมพ์และวิทยุเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง สอดคล้องกับพฤติกรรมปากต่อปากของชาวอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์และสินค้าของบริษัท คาลบีฯ ติดตลาดได้ไม่ยาก และด้วยความหลากหลายของประชากรจำนวนมาก ทำให้การผลิตสินค้าครอบคลุมทั้งตลาดบนและตลาดล่าง ซึ่งเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คาลบีฯ
ขณะที่ด้านสัดส่วนรายได้จากการขายยาคิดเป็น 18% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้จากอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพคิดเป็น 20% และรายได้จากผลิตภัณฑ์อาหารนมและเครื่องดื่มคิดเป็น 22% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายได้อีก 40% มาจากธุรกิจโลจิสติกส์สินค้าเภสัชกรรมเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง
นอกจากนี้ บริษัท คาลบีฯ ยังต่อยอดพัฒนาสินค้าของตัวเอง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งในตลาดอาหารและเครื่องดื่มของอินโดนีเซีย ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลัง Extra Joss ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก พร้อมใช้งบลงทุนเข้าเทกโอเวอร์บริษัทอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นอีกตลาดเกิดใหม่ พร้อมใช้ประสบการณ์ด้านเภสัชกรรมก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ ผลิตภัณฑ์ยา สินค้าเพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง
โดยล่าสุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัท คาลบีฯ ได้ตัดสินใจทำธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในเครือ Mitra Keluarga ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 11 แห่งทั่วประเทศ ทั้งยังมีแผนขยายสาขาอีก 7 แห่ง ภายในปี 2560 เนื่องจากรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเติบโตต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 10% สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่าหากสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความน่าเชื่อถือด้านสุขภาพให้สูงขึ้น อินโดนีเซียมีโอกาสที่จะเป็นจุดหมายของนักเดินทางด้านสุขภาพชาวออสเตรเลีย ซึ่งมองหาบริการสุขภาพที่ราคาถูกกว่าในประเทศตนเองแทนมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ที่อยู่ไกลกว่า
แม้ โบนจามิน จะประสบความสำเร็จมามากมาย ทว่ากลับไม่เคยหยุดคิดที่จะพัฒนาองค์กรให้มีความแข็งแกร่งกว่าที่เป็นเพื่อสร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นตลอดจนสร้างสุขภาพที่ดีให้กับชาวอินโดนีเซีย โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ธุรกิจทำรายได้ถึง 5 หมื่นล้านรูเปียห์ ขยายตัวกว่า 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิขยายตัวอีก 6.6% โดยมีเป้าหมายในปีนี้ที่จะเพิ่มรายได้ให้มากกว่าปีก่อนราว 10%
ทั้งนี้ โบนจามินต้องการเดินกลยุทธ์ในปี 2560 ด้วยการรักษาฐานตลาดปัจจุบันควบคู่ไปกับการขยายตลาดให้สอดรับกับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพและยารักษาโรคของโลก รวมถึงการค้นคว้าวิจัยต่อยอดธุรกิจอย่างเข้มข้นอีกด้วย
สุดท้าย เขายังได้เผยเทคนิคธุรกิจให้กับเหล่าผู้ประกอบการที่มีไฟถึง “เคล็ดลับ” ในการทำธุรกิจเภสัชกรรมมีเพียง 4 ข้อ 1.เชื่อใจและเป็นที่ไว้วางใจจากทุกคน 2.ใส่ใจเพื่อนมนุษย์ 3.ตั้งเป้าหมายแล้วบินให้สูง 4.คิดค้นนวัตกรรมใหม่และค้นหาการต่อยอดสินค้า รวมถึงบุคลากรคุณภาพก็เป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของการเดินหน้าในทุกกิจการ
“บุคลากรหัวกะทิเป็นสิ่งจำเป็นในองค์กรเภสัชกรรม ด้วยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญการตลาด”







