
โอกาสผู้ประกอบการไทย ในตลาดซีแอลเอ็มวี (1)
จากโครงการเอสเอ็มอี สปริงอัพ รุ่น 2 โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจไทยจากขนาดกลางให้ไปสู่ขนาดใหญ่
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
จากโครงการเอสเอ็มอี สปริงอัพ รุ่น 2 โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจไทยจากขนาดกลางให้ไปสู่ขนาดใหญ่ รวมไปถึงช่องทางการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)
ชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมสร้างตลาดในซีแอลเอ็มวี” ว่า ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง หรืออุตสาหกรรมเติบโตช้า เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ โดยทางออกสำหรับผู้ประกอบการไทยเพื่อเข้าประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูง ซึ่งต้องสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ โดยเคล็ดลับในการเริ่มต้นบุกประเทศซีแอลเอ็มวีมีดังนี้
ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค โดยการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ แต่ต้องผ่านการลงสำรวจพื้นที่จริง ทั้งเส้นทางการขนส่ง การคมนาคม และกลุ่มเป้าหมายใช้ชีวิตในพื้นที่ ปัจจุบันพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศเมียนมาเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการแต่งกายและการเลือกซื้อสินค้า ด้วยความเจริญกระจายสู่ในประเทศมากขึ้น โดยการเติบโตของจีดีพีในประเทศไทยเฉลี่ย 3%
ขณะที่ในพื้นที่ซีแอลเอ็มวีเติบโตเฉลี่ย 8-9% โอกาสทางธุรกิจจึงสูงกว่า ซึ่งในประเทศเมียนมามีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน โดยการเริ่มต้นบุกพื้นที่เมียนมาที่ง่ายที่สุด คือพื้นที่บริเวณชายแดนแม่สอด จ.ตาก เนื่องจากมีเขตแดนติดกับเมียนมาอย่างแท้จริง มีชุมชนอยู่ไม่ไกลจากชายแดน รวมถึงพื้นที่มีความพร้อมระดับหนึ่ง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งสำคัญนักธุรกิจเมียนมายังเข้าถึงเงินทุนได้น้อยจากนโยบายการเงินและการคลัง ทำให้ยังเป็นโอกาสแก่ธุรกิจภายนอก
ศึกษาสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารในประเทศนั้นๆ การไม่ศึกษาข่าวสารหรือไม่รู้ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน เสมือนขาดแว่นตาที่ใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ การตัดสินใจลงทุนได้อย่างเฉียบแหลม เช่น ในกรณีประเทศลาวเมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บภาษีสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจากฝั่งไทย ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจชายแดน ดังนั้นผู้ประกอบการควรมองถึงการบุกพื้นที่ในลาวโดยตรง เชื่อว่าไทยยังมีโอกาสในการทำธุรกิจในลาวสูง ด้วยภาษาและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และสินค้าในประเทศไทยยังเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเชื่อถือ
สำหรับตลาดกัมพูชา มีประชากรในประเทศราว 15 ล้านคน เป็นประเทศที่เปิดกว้างในการทำธุรกิจ ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ถึง 100% อีกทั้งการจับจ่ายในประเทศสูง แต่มีจุดด้อยด้านราคาไฟฟ้ามีอัตราสูง ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมในการบุกตลาดกัมพูชา คือ จ.สระแก้ว บริเวณการค้าชายแดน หากเป็นในฝั่งประเทศกัมพูชาจะเป็นพื้นที่เมืองสีหนุวิลล์ เปรียบเสมือนอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย โดยญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในท่าเรือน้ำลึกและรัฐบาลกำลังสร้างให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและพื้นที่การทำธุรกิจแห่งใหม่
ขณะที่ประเทศเวียดนาม สถานการณ์ที่สำคัญในปัจจุบัน คือ รัฐบาลต้องการผลักดันให้เมืองไฮฟองเป็นเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ โดยเวียดนามเติบโตด้านไอทีและด้านอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นด้านที่อุตสาหกรรมกำลังเติบโตในระดับสากล ซึ่งโอกาสของนักธุรกิจไทยในพื้นที่เวียดนาม พบว่าด้านค้าปลีกของเวียดนามน่าสนใจ การเติบโตสูง และผู้บริโภคมีกำลังซื้อ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ลานฉิ มาร์ท (Lanchi Mart) เหงียนกีม (Nguyen Kim) ห้างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด และห้างค้าปลีกบิ๊กซีที่บุกพื้นที่เวียดนามมากขึ้น
ประการสุดท้าย คือ การปรับทัศนคติของผู้ประกอบการชาวไทย รวมทั้งการเข้าใจสภาพสังคม การดำเนินชีวิตของผู้คน การวางตัวในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อใจของพันธมิตรธุรกิจในประเทศ รัฐบาล รวมถึงกลุ่มผู้บริโภค ด้วยการบุกพื้นที่ต่างปะเทศหุ้นส่วนทางธุรกิจมีความสำคัญในการกระจายสินค้าและให้คำแนะนำ
นอกเหนือจากนี้ ภาษายังคงเป็นสิ่งสำคัญในตลาดซีแอลเอ็มวี ภาษามาตรฐานที่ใช้คือภาษาอังกฤษ แต่หากสามารถสื่อสารในภาษานั้นๆ ได้โดยตรงจะส่งผลดีมากกว่า เนื่องจากทุกประเทศส่วนใหญ่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้
ขณะที่คนไทยเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านในระดับที่ต่ำกว่า







