
3 ยักษ์ชิปปิ้งญี่ปุ่นผนึกธุรกิจ
ตั้งบริษัทร่วมทุนเบอร์ 2 ในเอเชีย เกาหลีอัด 2 แสนล้านพยุงภาคต่อเรือ
ตั้งบริษัทร่วมทุนเบอร์ 2 ในเอเชีย เกาหลีอัด 2 แสนล้านพยุงภาคต่อเรือ
บริษัทขนส่งใหญ่สุดในญี่ปุ่น ร่วมผนึกกำลัง ด้านเกาหลีตั้งบริษัทหนุนเงินช่วยภาคชิปปิ้ง-ต่อเรือ
บริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ที่สุด 3 แห่งในญี่ปุ่น คือ บริษัท นิปปอน ยูเซน เค.เค. บริษัท มิตซุย โอ.เอส.เค.ไลน์ส และบริษัท คาวาซากิ คิเซ็น ไคชา บรรลุข้อตกลงสปินออฟหน่วยให้บริการคอนเทนเนอร์เพื่อไปตั้งเป็นธุรกิจร่วมทุนแห่งใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นบริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ท่ามกลางอุตสาหกรรมชิปปิ้งทั่วโลกที่อยู่ในช่วงขาลง
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะก่อให้เกิดธุรกิจคอนเทนเนอร์แห่งใหม่ขึ้นในวันที่ 1 ก.ค. 2017 และจะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็น 7% ของตลาดคอนเทนเนอร์และชิปปิ้งของโลก อย่างไรก็ดีการควบรวมกิจการจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่กำกับดูแลในสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) จีน และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อตกลงนี้ นิปปอนจะถือหุ้นในบริษัทใหม่ 38% ขณะที่คาวาซากิและมิตซุยจะถือหุ้นบริษัทละ 31% โดยคาดว่าบริษัทใหม่จะเริ่มดำเนินการในเดือน เม.ย. 2018 มีเรือขนส่ง 256 ลำ และจะมียอดขายรวมกันอยู่ที่ 2 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 6.7 แสนล้านบาท) รวมทั้งกลายเป็นบริษัทคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดเบอร์ 2 ของเอเชีย ตามหลัง คอสโก ชิปปิ้ง คอร์ป ของจีน
ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมขนส่งทั่วโลกเผชิญปัญหาหนักมาตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 ล่าสุด ฮันจิน ชิปปิ้ง บริษัทชิปปิ้งใหญ่ที่สุดในเกาหลี เพิ่งยื่นล้มละลายเมื่อเดือน ส.ค. ขณะที่ เอพี โมลเลอร์-เมอส์ก บริษัทคอนเทนเนอร์ใหญ่ที่สุดในโลกจากเดนมาร์ก เริ่มปรับโครงสร้างองค์กรและลดค่าใช้จ่ายไปแล้ว
ไมค์กี้ เซีย เทรดเดอร์จากซันไรส์ โบรกเกอร์ ระบุว่า มีแนวโน้มว่าจะมีการควบรวมกิจการเพิ่มขึ้นเพื่อให้ธุรกิจชิปปิ้งอยู่รอด ขณะที่การควบรวมเช่นนี้ส่งผลให้ไม่มีคู่แข่งในประเทศ และบรรดาบริษัทชิปปิ้งต้องแข่งขันจากมุมมองในระดับโลก
ก่อนหน้านี้ นิปปอนคาดว่า ในปีงบประมาณนี้จะมีผลประกอบการขาดทุน 2.55 หมื่นล้านเยน (ราว 8,500 ล้านบาท) ขณะที่คาวาซากิคาดว่าจะขาดทุน 4.4 หมื่นล้านเยน (ราว 1.47 หมื่นล้านบาท) และมิตซุยคาดว่าจะขาดทุน 1.5 หมื่นล้านเยน (5,000 ล้านบาท)
ขณะเดียวกัน ทางการเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เตรียมตั้งบริษัทที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับธุรกิจชิปปิ้งในประเทศ โดยคาดว่าจะลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1 ล้านล้านวอน (ราว 3 หมื่นล้านบาท)
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนทั้งหมด 6.5 ล้านล้านวอน (ราว 2 แสนล้านบาท) เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถซื้อเรือขนส่งสินค้าใหม่ๆ โดยต้องการช่วยพยุงธุรกิจต่อเรือและอุตสาหกรรมชิปปิ้งที่เผชิญปัญหาหนัก หลังฮินจิน ชิปปิ้ง ล้มละลาย โดยปัจจุบัน แดวู ชิปบิลดิ้ง แอนด์ มารีน เอ็นจิเนียริ่ง หนึ่งในบริษัทต่อเรือรายใหญ่ที่สุดเบอร์ 3 ของโลก กำลังเผชิญปัญหาจากยอดสั่งซื้อที่ร่วงลงอย่างหนัก







