
ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์กำลังเสี่ยงอันตราย เมื่อดูเตอร์เตประกาศแยกทางสหรัฐ
การตัดสินใจของปธน.กำลังสร้างความไม่มั่นใจ เพราะคอลเซ็นเตอร์เป็นแหล่งรายได้หลักในฟิลิปปินส์
การตัดสินใจของปธน.กำลังสร้างความไม่มั่นใจ เพราะคอลเซ็นเตอร์เป็นแหล่งรายได้หลักในฟิลิปปินส์
หากคุณผู้อ่านเคยโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการลูกค้าของ Amazon, American Express หรือ Citibank ล่ะก็ มีโอกาสที่พนักงานผู้ให้บริการที่คุณผู้อ่านสนทนาด้วยจะเป็นใครสักคนจากฟิลิปปินส์
แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมคอลเซ็นเตอร์กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากนโยบายอันมุ่งมั่น และเด็ดเดี่ยวของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต หลังเขาประกาศเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาว่าจะแยกทางกับสหรัฐอย่างจริงจัง ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และทหาร และขณะนี้ดูเตอร์เตเองก็กำลังสานสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่นั่นคือประเทศจีน
ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของ ธุรกิจ Outsourcing หรือ (BPO) อุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นอันดับ 2 ในประเทศ และส่งผลให้เกิดการจ้างงานกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง ด้วยรายได้รวมกว่า 22 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในปีที่แล้ว และ 77% ของ BPO นั้นมีลูกค้าเป็นบริษัทอเมริกัน
แกรี่ คอลพิโต พนักงานคอลเซ็นเตอร์วัย 32 ปี จากบริษัท Taguig City กล่าวว่า เขาค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการตัดสินใจของดูเตอร์เต อย่างไรก็ตามด้วยอุปนิสัยของเขา รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงรายละเอียดของนโยบาย เพียงแต่ขณะนี้มันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการตัดสินใจของเขาจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ BPO มากน้อยแค่ไหน
หลังขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ดูเตอร์เตกล่าวโจมตีสหรัฐ และต้องการปลดปล่อยฟิลิปปินส์จากการเป็นอาณานิคมสมัยใหม่ของอเมริกา ทั้งนี้แม้จะมีกรณีพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ แต่ดูเตอร์เตก็ยังคงตัดสินใจหันเหเข้าหาประเทศจีน ที่ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นประเทศที่ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายปราบปรามยาเสพติดอันเข้มงวดของเขา
ด้านแกรี่ ซี. อเลจาโน สมาชิกสภาฝ่ายค้านเตือนว่าฟิลิปปินส์อาจเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากคำประกาศครั้งใหม่ของเขาว่า การประกาศนี้จะส่งผลต่อการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ธุรกิจ BPO ในฟิลิปปินส์กำลังเติบโต นอกจากนั้นเขายังเสริมว่าในจำนวนนี้มีถึง 35% ของคนฟิลิปปินส์ที่ทำงานในบริษัทสหรัฐ และส่งเงินกลับมาที่บ้าน ดังนั้นการร่วมทุนกับจีนทำให้เขาไม่มั่นใจนัก







