
ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ มาเลย์-อินโดฯ หวั่นไอเอสแห่หนีเข้า
ทางการมาเลเซียยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงโดยเฉพาะบริเวณชายแดน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ทางการมาเลเซียยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงโดยเฉพาะบริเวณชายแดน เพื่อรับมือความเป็นไปได้ที่จะมีพลเมืองมาเลเซียซึ่งเคยเดินทางไปฝึกรบกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียและอิรัก จะเดินทางกลับเข้าประเทศ หลังอิรักร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรปฏิบัติการยึดคืนเมืองโมซุลจากกลุ่มไอเอสได้สำเร็จ
อาเม็ด ซาอิด ฮาไมดี รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า ได้ยกระดับการเฝ้าระวังสนามบิน ชายแดน และเส้นทางลักลอบเข้าประเทศ หลังอิรักขับไล่กลุ่มไอเอสจากฐานที่มั่นหลักในอิรักแห่งสุดท้าย ที่เมืองโมซุล สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักรบต่างชาติและอิรักอยู่ราว 4,000-8,000 ราย
“รัฐบาลแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองกับหลายประเทศ และมีรายชื่อผู้ต้องสงสัยอยู่จำนวนหนึ่ง โดยหลายรายเกี่ยวโยงกับกลุ่มไอเอส” ฮาไมดี ระบุ
ฮาไมดี เสริมว่า ผู้ต้องสงสัยที่จับได้ระหว่างเดินทางกลับเข้าประเทศจะถูกส่งไปยังศูนย์บำบัดความคิดสุดโต่ง
ก่อนหน้านี้ สำนักตำรวจมาเลเซียเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า มีชาวมาเลเซียเดินทางร่วมกับกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรักแล้ว 90 ราย ตั้งแต่ปี 2013 โดยเมื่อเดือน ส.ค. ทางการได้เพิกถอนหนังสือเดินทางของพลเมือง 68 ราย ที่พบว่าออกจากประเทศไปร่วมกับไอเอส
ขณะเดียวกัน ตีโต้ คาร์นาเวียน ผบ.ตร.อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า กำลังเฝ้าระวังชาวอินโดนีเซียราว 40 ราย ซึ่งเดินทางกลับมาจากซีเรียและอิรัก โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีประสบการณ์ด้านการรบ และอาจจะเป็นผู้เข้ามาคัดเลือกกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปร่วมลัทธิหัวรุนแรง ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
“ทางการกำลังติดตามกลุ่มคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า กลุ่มเครือข่ายของลัทธิสุดโต่งอาจจะเข้ามาสร้างเครือข่ายกลุ่มแนวคิดสุดโต่งใหม่อย่างลับๆ” คาร์นาเวียน ระบุ
คาร์นาเวียน ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับกระแสการถ่ายทอดแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ในกลุ่มวัยรุ่นและกระตุ้นให้ก่อเหตุโจมตีขนาดเล็ก ซึ่งเริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือน ส.ค. พบเด็กอายุ 16 ปี ซึ่งปลูกฝังแนวคิดสุดโต่งออนไลน์ พยายามระเบิดฆ่าตัวตายในโบสถ์ทางตอนเหนือของประเทศ แต่ล้มเหลว
ขณะนี้ทางการอินโดนีเซียกำลังไต่สวนผู้ต้องสงสัย 10 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ในประเทศภายใต้การเฝ้าระวัง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า มีชาวอินโดนีเซียสวามิภักดิ์ต่อไอเอสราว 1,200 ราย และในจำนวนนี้มี 400 ราย เคยเดินทางไปยังซีเรีย อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงความเป็นไปได้การก่อเหตุโจมตี
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีโครงการต่อต้านลัทธิสุดโต่ง เน้นอดีตนักโทษที่เพิ่งออกจากเรือนจำ ไม่มีงานทำและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มไอเอสกระตุ้นให้กลุ่มอดีตนักโทษได้เดินทางไปร่วมกลุ่มไอเอสในซีเรียและอิรัก
ด้าน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ไอเอสอาจหนีออกจากโมซุลเข้าไปยังซีเรีย โดยรัสเซียจะประเมินมาตรการทางทหารและการเมืองที่เหมาะสม และหวังว่าสหรัฐซึ่งมีส่วนในปฏิบัติการยึดคืนโมซุลจะเตรียมรับมือกับเรื่องนี้
เริ่มหยุดยิงซีเรีย-เยเมน
กระทรวงกลาโหมรัสเซียประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 8 ชม. ในเมืองอเลปโป ของซีเรีย ตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. วันที่ 20 ต.ค.นี้ ตามเวลาในไทย เพื่อให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ และให้พลเรือนและกลุ่มกบฏซีเรียหลบหนีออกจากเมืองอเลปโป ก่อนปฏิบัติการถล่มไอเอสต่อ หลังทีมกู้ภัยในซีเรียรายงานว่าครอบครัวหนึ่งในเมืองอเลปโปต้องสูญเสียสมาชิก 14 ราย จากปฏิบัติการทางอากาศอย่างหนักของรัสเซียเมื่อ 24 ชม.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติเรียกร้องว่า จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 ชม. สำหรับให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ
ด้านสหภาพยุโรป (อียู) ประณามปฏิบัติการโจมตีในอเลปโปของรัสเซียร่วมกับรัฐบาลซีเรีย ว่าเป็นอาชญากรสงคราม เช่นเดียวกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและอังกฤษซึ่งหารือกันไปก่อนหน้า ระบุว่า ปฏิบัติการของรัสเซียเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
“ปฏิบัติการของรัสเซียและรัฐบาลซีเรียจงใจทำลายโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในเมืองอเลปโป โดยการใช้ระเบิดมหาศาลและอาวุธเคมีทำให้ความขัดแย้งในซีเรียกลายเป็นหายนะ หรือเทียบเท่ากับพฤติกรรมของอาชญากรรมในสงคราม” คณะมนตรีกิจการต่างประเทศอียู ระบุ
ขณะเดียวกัน ยูเอ็นประกาศแผนหยุดยิง 72 ชม. เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. จากความตกลงระหว่างกลุ่มกบฏฮูตีและรัฐบาลเยเมน หลังประชาคมระหว่างประเทศออกมาวิจารณ์ซาอุดิอาระเบียซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน ที่ได้ปฏิบัติการทางอากาศในงานศพที่เมืองซานา ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มกบฏฮูตี เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต 140 ราย บาดเจ็บกว่า 500 ราย ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังอ่อนไหวสูง
ขณะที่ตัวแทนทางการทูตจากสหรัฐ อังกฤษ และยูเอ็น ที่ประจำในเยเมน ต่างได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสงครามกลางเมืองขณะนี้เร่งออกมาประกาศหยุดยิงทันทีไปก่อนหน้า
ทั้งนี้ สงครามกลางเมืองระหว่างกบฏฮูตี ซึ่งมีอิหร่านหนุนหลังกับรัฐบาลเยเมน ซึ่งมีกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับนำโดยซาอุดิอาระเบียหนุนหลังยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือน โดยเป็นสมรภูมิรบที่มีมหาอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมาก แต่กลับไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก







