
นักลงทุนอิสระมาเลย์ โอกาส'สตาร์ทอัพ'ไทย
มาเลเซียมีนโยบายเปิดกว้างด้านการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
มาเลเซียมีนโยบายเปิดกว้างด้านการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก มีการให้สิ่งจูงใจทางภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ภาคการผลิต การเกษตร การท่องเที่ยว การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การฝึกอบรม ภาคบริการ และหากเป็นการลงทุนในธุรกิจบริการโดยใช้ประโยชน์ ภายใต้ความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (AFAS) สมาชิกอาเซียนก็จะได้แต้มต่อเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับนักลงทุนต่างชาติที่ไม่ใช่สมาชิกอาเซียน
พัดชา วุฒิพันธุ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย) ให้ความเห็นว่ามาเลเซียและไทยมีนโยบายเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน เช่น การส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ การสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งสตาร์ทอัพ ตามเป้าหมายสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี 2563
อีกทั้งระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ทอัพในมาเลเซียถือว่ามีความก้าวหน้าและเป็นระบบมากกว่าไทย โดยภาครัฐมีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่นักลงทุนอิสระ (Angel Investment) ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้มีรายได้สูงอย่างเป็นระบบ
“ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดเวทีที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ มานำเสนอแนวคิด และหาแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจ ประกอบกับนักลงทุนอิสระที่กำลังเติบโตในมาเลเซียเองก็กำลังมองหาธุรกิจใหม่ที่สร้างสรรค์ และมีขีดความสามารถอยู่ จึงน่าจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยที่จะเข้าไป” พัดชา กล่าว
ทั้งนี้ จำนวนของผู้มีรายได้สูงซึ่งมีศักยภาพในการลงทุน ทั้งในมาเลเซียและอาเซียนมีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้การลงทุนในรูปแบบ “นักลงทุนอิสระ” เติบโตอย่างมาก โดยตัวอย่างความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกิดหรือก่อตั้งขึ้นในมาเลเซียและประสบความสำเร็จในระดับโลกที่หลายคนคุ้นเคยกันดี อย่าง แกร็บ แท็กซี่ (Grab Taxi)
อย่างไรก็ดี นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในรูปแบบใหม่ โดยหนึ่งในความท้าทายคือ ขาดหลักเกณฑ์พื้นฐานในการประเมินค่า รวมทั้งการประเมินค่ามีแนวโน้มที่จะสูงมากเกินไป เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังต่อผลตอบแทนทางธุรกิจของตัวเองสูง
ทว่า การลงทุนโดยภาคเอกชนอย่างแองเจิล อินเวสต์เมนต์ (Angel Investment) ก็เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่จะส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ เนื่องจากภาคเอกชนย่อมมองหาธุรกิจที่จะก่อให้เกิดกำไร ซึ่งจะสามารถช่วยลดช่องว่างจากการสนับสนุนของรัฐบาลที่มีจำกัดและเงินทุนของผู้ก่อตั้งไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ เห็นว่ามาตรการจูงใจของภาครัฐด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกลุ่มนักลงทุนอิสระให้เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนอิสระในมาเลเซียเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสมาชิกนักลงทุนอิสระภายใต้เครือข่ายธุรกิจนักลงทุนอิสระมาเลเซียจำนวน 134 ราย โดยมีประมาณการรายได้รวมทั้งหมด 123 ล้านริงกิต
“หากประเทศไทยต้องการจะพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพก็ควรศึกษารูปแบบการส่งเสริมของมาเลเซีย แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ส่วนภาครัฐควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจ การปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการลงทุน การพัฒนามาตรการด้านภาษีและเงินทุน รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของนักลงทุนอิสระอย่างเป็นระบบ” พัดชา เสนอแนะ
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรรีบสร้างโอกาสจากความได้เปรียบในฐานะสมาชิกอาเซียนและทำเลที่ตั้ง ที่มีพรมแดนติดกันในการขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุนในมาเลเซียในทุกๆ ด้าน







