
ยอดคนจนสุดเอเชียลดฮวบ
ช่วยประชากรรายได้ต่ำโลกหลุดพ้นแร้นแค้นมากกว่า 100 ล้านคน
ช่วยประชากรรายได้ต่ำโลกหลุดพ้นแร้นแค้นมากกว่า 100 ล้านคน
เวิลด์แบงก์เผยคนจนในเอเชียตะวันออกลดลงจาก 60% ในปี 1990 เหลือ 3.5% ในปี 2013
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า จำนวนประชากรยากจนที่สุดซึ่งมีค่าครองชีพต่ำกว่า 1.90 เหรียญสหรัฐ/วัน (ราว 66 บาท) ในเอเชียตะวันออกลดลงจาก 60% ในปี 1990 อยู่ที่ 3.5% ในปี 2013 เป็นหนึ่งในปัจจัยช่วยให้จำนวนประชากรยากจนทั่วโลกลดลง 114 ล้านคนทั่วโลก มาอยู่ที่ 767 ล้านคนในปี 2013 จาก 881 ล้านคนในปีก่อนหน้า
ในการสำรวจประเทศทั้งหมด 83 แห่ง พบว่า กลุ่มประชากรยากจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าภูมิภาคอื่น 5% เมื่อเทียบกับละตินอเมริกาและแคริบเบียนที่ 4.1% และเอเชียใต้ที่ 3.7%
สำหรับในไทยนั้น กลุ่มคนยากจนในไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.89% มากกว่าค่าเฉลี่ยประชากรทั้งหมดที่ 3.47% ในช่วงปี 2008-2013 ซึ่งเวิลด์แบงก์ระบุว่า สิทธิการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างความก้าวหน้าด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมประชากร 75% ของประเทศ
จิมยองคิม ประธานเวิลด์แบงก์ เปิดเผยว่า จำนวนประชาชนยากจนที่ปรับตัวลดลงนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประเทศต่างๆ สามารถลดอัตราความยากจน และกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงมากขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่มีผลงานไม่ค่อยดีนัก โดยรายงานดังกล่าวบ่งชี้ว่า ทั่วโลกใกล้บรรลุเป้าหมายของเวิลด์แบงก์ในการยุติความยากจนขั้นรุนแรงทั่วโลกภายปี 2030
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ปรับตัวลดลงในกว่า 40 ประเทศ โดยเฉพาะในบราซิล เปรู มาลี และกัมพูชา โดยความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศต่างๆ ปรับตัวลดลงมานับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ของประชากรในประเทศลดลงมาตั้งแต่ปี 1990 โดยในจีนและอินเดีย ประชากรมีรายได้เพิ่มขึ้น
ความเหลื่อมล้ำที่ลดลงเป็นผลจากการใช้นโยบายใน 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กช่วงปฐมวัย การเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ การขยายระบบประกันสุขภาพ การให้เงินช่วยเหลือครอบครัวยากจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชนบท และการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า
อย่างไรก็ตาม 34 ประเทศจาก 83 ประเทศกลับมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากรายได้ของประชากรร่ำรวยปรับตัวขึ้นมากกว่ากลุ่มคนจน โดยการขยายตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เช่น ในจีนและบราซิล คาดว่าส่งผลให้อัตราความเหลื่อมล้ำปรับตัวเพิ่มขึ้น
ด้านฟรานซิสโก เฟอร์เรรา ที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันการวิจัยด้านการพัฒนาของเวิลด์แบงก์ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นการทำลายความเชื่อเดิมๆ ขณะที่ในการบรรลุเป้าหมายยุติความยากจนภายในปี 2030 จำเป็นต้องจัดการปัญหาการกระจายความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมกัน และต้องผลักดันการขยายตัวให้ทั่วถึง







