posttoday
การเลือกตั้งในสหรัฐจะกดดันตลาดแค่ไหน?

การเลือกตั้งในสหรัฐจะกดดันตลาดแค่ไหน?

29 กันยายน 2559

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม

หลังจากที่ผ่านพ้นการประชุมเฟดไปแล้ว ประเด็นใหญ่ถัดไปคงไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.นี้ การโต้วาทีรอบแรกระหว่างผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องบอกว่าสนุกทีเดียวครับ เอานโยบายหลักๆ มาสรุปกันให้เห็นว่าแตกต่างกันอย่างไร คำพูดเด็ดๆ ก็มีให้ได้ยินหลายจังหวะ แต่ในบางช่วงก็มีความรู้สึกเหมือนนั่งฟังเด็กทะเลาะกัน แต่หลายคนคงมีคำถามว่า แล้วการเลือกตั้งของสหรัฐนี้จะกระทบต่อทิศทางการลงทุนอย่างไร

ก่อนอื่นลองมาดูการตอบรับของตลาดในช่วงก่อนเลือกตั้งในอดีต เราศึกษาดูผลตอบแทนตลาดตั้งแต่ปี 1980 (ยกเว้น Dot Com ในปี 2000 และ Lehman Brother Crisis ในปี 2008) พบว่า ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 2.3% ภายในระยะเวลา 26 วันทำการก่อนการเลือกตั้ง (เท่ากับระยะเวลาที่เหลือในขณะนี้) เป็นเครื่องยืนยันว่า “Election Rally” เกิดขึ้นจริง และหากถือต่อไปอีก 2 เดือน ก็จะได้ผลตอบแทนอีกประมาณ 2% กว่าๆ นับว่าค่อนข้างดีทีเดียว อย่างไรก็ตามความผันผวนของตลาดก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ค่าเฉลี่ยดัชนี VIX ซึ่งไว้ใช้วัดความผันผวนของ S&P 500 จะเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งสู่ระดับประมาณ 17 จุด (ปัจจุบันอยู่ที่ 13.10 จุด) แต่หลังการเลือกตั้งความผันผวนก็จะลดลง ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น เราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของ SET Index อย่างชัดเจนในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

แต่นั่นคือข้อมูลจากอดีต! และความแตกต่างในคราวนี้คือ “ทรัมป์”! ต้องบอกว่าชื่อนี้มีเอกลักษณ์ต่างจากผู้เข้าชิงตำแหน่งยุคก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ...และในทางที่ไม่ค่อยดีต่อการลงทุนเท่าใดนัก

ยิ่งเป็นช่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมกับดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ บทบาทของผู้นำสหรัฐจึงมีความสำคัญมากขึ้นชัดเจน นโยบายการลดภาษีของ “ทรัมป์” อาจมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ก็มีการประเมินว่าฐานะการคลังน่าจะแย่ลงค่อนข้างมาก อีกทั้งนโยบายความ “ไม่” สัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นของ “ทรัมป์” ท่ามกลางโลกที่มีความ “ไม่” ร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น คงจะสนุกน่าดู

จึงไม่แปลกที่ประเด็นการเลือกตั้งของสหรัฐอาจเป็นปัจจัยกดดันตลาดได้ ตลาดอาจมีการย่อตัวลงบ้าง แต่คำถามคือจะรุนแรงแค่ไหน? โชคดีบนความโชคร้าย คือ ในปีนี้เราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย (มากไปไหม?) ที่อาจจะเอาเทียบเคียงความรุนแรงของการปรับฐานของตลาดได้

เหตุการณ์แรก เปิดมาต้นปีตลาดหุ้นจีนประกาศใช้ Circuit Breaker ถึง 2 ครั้ง ค่าเงินหยวนอ่อนค่า เกิดความกังวลว่าจะเกิดสงครามค่าเงินขึ้น นำมาสู่การร่วงลงแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐในช่วงนั้นปรับตัวลดลงถึง 9% (วัดจากสิ้นปี 2015 ถึงราคาปิดต่ำสุดในเดือน ม.ค.) เหตุการณ์ที่สอง คือ Brexit ที่ผลโหวตสร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 5.6% (วัดจากราคาปิดสูงสุดในเดือน มิ.ย. ถึงราคาปิดต่ำสุดหลังทราบผลการลงประชามติ) และเหตุการณ์สุดท้ายที่เพิ่งเกิดขึ้น คือ การลุ้นว่าเฟดจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดย S&P 500 ปรับตัวลดลงเพียง 2.9% (วัดจากจุดสูงสุดในเดือน ส.ค. ถึงจุดต่ำสุดก่อนวันประชุมเฟด)

จะเห็นว่าทั้ง 3 เหตุการณ์มีผลกระทบในอัตราที่ต่างกัน คำถามคือ ทำไม?

ในกรณีตลาดหุ้นจีน เรามองว่ามี 3 องค์ประกอบที่ทำให้ตลาดปรับตัวลดลงแรง หนึ่ง คือ เป็น Surprise ไม่ได้อยู่ในคาดการณ์ของตลาด แม้ว่าการอ่อนค่าของเงินหยวนจะมีการพูดถึงการบ้างตั้งแต่ปลายปีก่อนหน้านั้น แต่คงไม่มีคาดเดาว่าตลาดหุ้นจีนร่วงลงขนาดต้องใช้ Circuit Breaker และไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว แต่ต้องใช้ถึง 2 ครั้ง สอง เรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หลังจากที่หุ้นตก คนก็เริ่มไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีน ซึ่งหากจีนเป็นอะไรไปก็จะดึงเศรษฐกิจโลกให้แย่ตามลงไปด้วย และสาม นโยบายการเงินผ่อนคลาย ด้วยการ “พิมพ์” เงินของธนาคารกลางหลักๆ ก็ช่วยอะไรจีนไม่ได้นัก ยิ่งหากยิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ “สงครามค่าเงิน” มากขึ้นด้วยซ้ำ ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้จึงทำให้ตลาดปรับตัวลงค่อนข้างแรงในช่วงต้นปี

แต่ในกรณีของ Brexit มีแค่ 2 องค์ประกอบเท่านั้น คือความ Surprise เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าผลโหวตจะออกมาว่า UK จะอยู่ใน EU ต่อไป และเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจอังกฤษคงจะแย่ลง ซึ่งอาจลามไปกระทบยุโรปด้วย แต่เนื่องจากอังกฤษไม่ได้ใหญ่เท่ากับจีน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจไม่มากเท่ากรณีของจีน แต่ในองค์ประกอบสุดท้าย นักลงทุนกลับมองว่า BoE หรือ ECB จะต้องมีนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม ซึ่งช่วยพยุงให้ตลาดไม่ได้ปรับตัวลดลงแรงนัก (และดีขึ้นในช่วงต่อมาหลังจากที่ค่าเงินปอนด์อ่อนลง) ส่วนกรณีของเฟด ไม่ได้มีการ Surprise เศรษฐกิจก็ดีขึ้น ดอกเบี้ยก็ยังไม่ขึ้น ผลกระทบจึงมีแค่ว่ากลัวว่าดอกเบี้ยจะขึ้นเท่านั้นเอง

กลับมาที่การเลือกตั้ง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งเราก็คงยังบอกไม่ได้ว่าใครจะชนะ ดังนั้นองค์ประกอบของความ Surprise ยังจะไม่เข้ามากระทบตลาด ความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะแย่ลงก็คงมีบ้างแต่ก็ไม่ชัดเจน ขณะที่นโยบายการเงินก็ยังไม่มีการปรับใดๆ ดังนั้นเราจึงประเมินว่าผลกระทบก่อนเลือกตั้งคงจะไม่มากเท่าใดนัก

แต่หาก “ทรัมป์” ชนะขึ้นมา ก็จะถือเป็น Surprise เหมือนกัน เพราะปัจจุบันนี้ตลาดเริ่มโน้มเอียงไปทางเชื่อว่าคลินตันจะเป็นผู้ชนะ (เหมือนตอนที่คิดว่า UK จะอยู่ใน EU ต่อ) โดยเฉพาะเมื่อผลการโต้วาทีรอบแรกออกมาในทางว่าคลินตันกำชัยเหนือทรัมป์ ส่วนประเด็นเศรษฐกิจก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคงจะไม่ดี ตลาดก็เกิดความผันผวนขึ้นจาก 2 องค์ประกอบแรก แต่องค์ประกอบสุดท้าย หลายคนก็คงจะเริ่มมองไปที่เฟดว่าจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ก็ได้ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากคงอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยพยุงตลาดได้ในระดับหนึ่ง ...แต่อย่าให้ไปถึงตรงนั้นจะสบายใจที่สุดครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท