
เฟดดันกฎคุมแบงก์
จำกัดถือครองสินค้าโภคภัณฑ์ หวังลดอิทธิพลในตลาด
จำกัดถือครองสินค้าโภคภัณฑ์ หวังลดอิทธิพลในตลาด
โพสต์ทูเดย์ - เฟดเดินหน้ากดดันกลุ่มธนาคาร เสนอกฎจำกัดการถือครองสินค้าโภคภัณฑ์ มุ่งลดอิทธิพลในการซื้อขาย
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เสนอกฎควบคุมการถือครองและซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของกลุ่มวาณิชธนกิจ เช่น น้ำมัน อะลูมิเนียม และถ่านหิน โดยจะกำหนดให้กลุ่มธนาคารวางเงินลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเฟดคาดว่าเงินทุนเพิ่มเติมดังกล่าวจะอยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.38 แสนล้านบาท) รวมถึงจะจำกัดการเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าและการถือครองทองแดง
วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า เฟดต้องการกดดันกลุ่มธนาคารที่เข้าไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หลังมีรายงานว่ากลุ่มธนาคารดังกล่าวมีอิทธิพลในการซื้อขายมากเกินไป โดยเฟดจะเสนอให้กำหนดระดับการตั้งสำรองความเสี่ยงสำหรับโกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ ที่ 1,250% เนื่องจากสถาบันการเงิน 2 แห่ง ได้รับการยกเว้นจากรัฐบาล ซึ่งทำให้สามารถซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ได้ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ ขณะที่จะตั้งสัดส่วนดังกล่าวที่ 300% สำหรับสถาบันการเงินอื่นๆ ราวหลายสิบแห่งที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์
ด้านเฟดระบุว่า การเสนอกฎดังกล่าวมีจุดมุ่งหมาย เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มธนาคารดำเนินการปกป้องธุรกิจมากขึ้น จากภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุเหมืองแร่ระเบิด น้ำมันรั่วไหลกลางทะเล หรือโรงไฟฟ้าระเบิด ซึ่งความเสียหายดังกล่าวอาจส่งผลให้สถาบันการเงินที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ต้องจ่ายค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ จำนวนมาก รวมถึงบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนทำให้สถาบันการเงินดังกล่าวประสบภาวะวิกฤต
“ข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายทางการเงินที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มธนาคารจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์” เฟด ระบุ
ทั้งนี้ เฟดระบุว่าจะเปิดให้สาธารณชนเสนอความเห็นต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเวลา 90 วัน จนถึงวันที่ 22 ธ.ค.
ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานว่า การเสนอกฎใหม่ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามควบคุมกลุ่มธนาคารที่เข้าไปลงทุนในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการปล่อยวงเงินกู้แบบเดิม โดยเมื่อปี 2014 วุฒิสภาสหรัฐได้เริ่มการสืบสวนการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ของสถาบันการเงิน เช่น การดำเนินกิจการเหมืองแร่ การสต๊อกอะลูมิเนียม และการขนส่งน้ำมัน
ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐได้สืบสวนกรณีโกลด์แมน แซคส์ มอร์แกน สแตนลีย์ และเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ได้ใช้การถือครองโลหะหลายชนิดและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหวในตลาด และสร้างข้อได้เปรียบในการลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมขึ้น







