
สนามการค้าอาเซียน โอกาสทองนักลงทุน
ภูมิภาคอาเซียน กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง และเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนทั่วโลก
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
ภูมิภาคอาเซียน กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง และเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนทั่วโลก ผลักดันให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ(เอฟดีไอ)ขยายตัว และเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) จากเอฟดีไอ ที่ขยายตัวเฉลี่ย 38% รวมถึงนักลงทุนไทยจำนวนมากที่มองเห็นศักยภาพดังกล่าวด้วยเช่นกัน
สมเด็จ สุสมบูรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในงานสัมมนา “Doing Business Overseas” โอกาสเพิ่มความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ศูนย์ C-ASEAN ว่า ในปีนี้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวมากขึ้นด้านการลงทุนในต่างประเทศ สอดคล้องกับตัวเลขการลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2559 มีมูลค่าอยู่ราว 4 แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนในต่างประเทศต้องอาศัยความพร้อม ประกอบด้วยด้านการเงินที่จะต้องศึกษาสมรรถภาพกิจการเพื่อวางแผนจัดทำงบประมาณลงทุน ตลอดจนบริหารจัดการเงินหมุนเวียนเพื่อบริหารความเสี่ยง รวมถึงกฎข้อบังคับทางการเงินของแต่ละชาติอาเซียนที่แตกต่างกัน
ส่วนความพร้อมอีกด้านหนึ่ง คือ องค์ความรู้ ครอบคลุมศักยภาพทั้งตลาด แบรนด์สินค้า วัฒนธรรมตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งจำเป็นมากในการลงทุนต่างประเทศ เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เข้าไปตั้งศูนย์ในทุกชาติอาเซียนเพื่อให้บริการข้อมูล และช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าไปขยายตลาดในภูมิภาคให้ดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่น ส่วนด้านการเงินผู้ประกอบการสามารถเข้าไปขอคำปรึกษาจากธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ เข้าไปเปิดสาขาในอาเซียนมากขึ้น
โลจิสติกส์มีความพร้อม
นิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สนามการค้าอาเซียนเป็นโอกาสทองของนักลงทุนไทยและเอสเอ็มอี จากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เอื้อด้านระบบขนส่งและกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) โดยเฉพาะด่านชายแดนของไทยที่ติดกับเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งปัจจุบันการค้าตามแนวชายแดนแต่ละแห่งมีมูลค่าเกินกว่า 1 แสนล้านบาท/ปี โดยในอนาคตกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงจะมีการเดินรถระหว่างกันเพื่อกระชับความเชื่อมโยงการขนส่งอย่างน้อยประเทศละ 500 คัน (รถบรรทุก) ตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เส้นทาง สปป.ลาว-ไทย-เวียดนาม-จีน-กัมพูชา และเส้นทางสายเหนืออย่าง มุกดาหาร-ลาว-เวียดนาม-จีน ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เข้าไปลงทุนในประเทศลุ่มน้ำโขงสามารถขนถ่ายสินค้าตรงสู่จีนได้เลยภายใต้กรอบการค้าจีเอ็มเอส โดยใช้ประโยชน์จากสนธิสัญญาทางการค้าจีเอสพีเพื่อทลายกำแพงภาษีให้เหลือ 5% สำหรับการส่งออกสินค้าเข้าสู่จีน สหรัฐอเมริกา และโซนยุโรปได้อีกด้วย
เนวิน สินสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) กล่าวว่า ระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลแต่ละประเทศ อาทิ เส้นทางเชียงราย-ห้วยทราย (ลาว)-คุนหมิง (จีน) และเส้นทาง เมียนมา-ลาว-เวียดนาม-จีน ซึ่งความเจริญและตัวเลขการค้าจะขยายตัวได้อีกมากตามแนวสองข้างทางถนนสายหลักในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมแบบโมเต็ลตามถนนไฮเวย์ เพื่อรองรับการขนส่งนักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน ตลอดจนการขนส่งสินค้า อีกทั้งยังใช้เป็นจุดกระจายสินค้าของเอสเอ็มอีไทยได้
ประกันส่งออกรายย่อย
พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) กล่าวว่า ธนาคารจะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยรองรับความเสี่ยงให้กับเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยทำโครงการรับประกันการส่งออกให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (Infant Insure) เพื่อลดความเสี่ยงด้านการไม่ได้รับชำระเงินภายหลังจากส่งสินค้าไปแล้ว ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเอสเอ็มอี ซึ่งผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าบริการรับประกันกับธนาคาร 1,500 บาท ต่อมูลค่าขนส่งสินค้าไม่เกิน 5 แสนบาท
โดยมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นผู้ประกอบการรายย่อยให้กล้าลงทุนเปิดตลาดอาเซียนมากขึ้น







