
‘บีโอเจ’ถกซื้อบอนด์
ชี้มาตรการเดิมใกล้ถึงทางตัน กระตุ้นหาทางเลือกใหม่
ชี้มาตรการเดิมใกล้ถึงทางตัน กระตุ้นหาทางเลือกใหม่
โพสต์ทูเดย์ - บีโอเจเสียงแตกใช้มาตรการคิวอี เสนอควรหาทางเลือกใหม่ ด้านบริษัทญี่ปุ่นไม่มั่นใจดอกเบี้ยติดลบ
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินบางส่วนของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับโครงการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) พร้อมเสนอให้บีโอเจเริ่มมองหานโยบายใหม่ๆ เช่น การตั้งเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะยาว และซื้อพันธบัตรเท่าที่จำเป็นเพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ คณะกรรมการบีโอเจฝ่ายหนึ่งมองว่าการทำคิวอี และการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ยังมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งหากมีการลดขนาดคิวอีหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อสินทรัพย์ อาจทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอีก ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าการทำคิวอีไม่ได้ผลอีกต่อไป และวิตกว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจถึงขีดจำกัดในเวลาไม่ถึง 2 ปี เนื่องจากการทำคิวอีมากเกินไปทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการบีโอเจทั้งสองฝ่ายแสดงความเห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบยิ่งขึ้น ยังควรเป็นทางเลือกหนึ่งในนโยบายของบีโอเจ
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สเปิดเผยผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นราว 532 แห่ง ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยนิกเกอิ รีเสิร์ช ระหว่างวันที่ 30 ส.ค.-12 ก.ย. ระบุว่า มีบริษัทเพียง 6% ที่มองว่ามาตรการของบีโอเจทั้งการทำคิวอีและการใช้ดอกเบี้ยติดลบ สามารถกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นถึงเป้าหมายที่ 2% สวนทางบริษัท 40% ที่ระบุว่า นโยบายของบีโอเจทำให้ตลาดเงินผิดปกติ
ด้านมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารรายใหญ่ที่สุดในประเทศ กระตุ้นให้บีโอเจพิจารณาผลเสียจากการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบยิ่งขึ้น ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 20-21 ก.ย. เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะยิ่งทำให้รายได้จากปล่อยกู้ของบรรดาธนาคารปรับตัวลดลง
ทากาชิ โอยามาดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยติดลบทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธนาคารลดลง โดยรายได้สุทธิของธนาคารลดลง 32% ในไตรมาส 2 ลงมาอยู่ที่ 1.88 แสนล้านเยน (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากกำไรจากการปล่อยกู้ลดลงและไม่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น







