
มายเกียวเลียน ซีอีโอหญิง‘วีนามิลค์’เวียดนาม
บริษัท วีนามิลค์ ผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม จากการดำเนินธุรกิจมายาวนาน
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
บริษัท วีนามิลค์ ผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม จากการดำเนินธุรกิจมายาวนาน กว่า 40 ปีถึงปัจจุบันบริษัทได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และกำลังก้าวไปสู่ผู้นำในด้านผลิตภัณฑ์นมระดับโลก
มายเกียวเลียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีนามิลค์ ผู้บริหารหญิงที่ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจของเวียดนาม ระบุทิศทางอนาคตของธุรกิจและเป้าหมายในโอกาสกิจการครบรอบ 40 ปี โดยบริษัท วีนามิลค์ ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 50 บริษัทผลิตภัณฑ์นมระดับโลกในอีก 3 ปีข้างหน้า
“เมื่อเข้าสู่ตลาดโลกความเป็นมืออาชีพคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรู้คือกุญแจ ที่จะสร้างความเป็นมืออาชีพให้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากหากคุณมีความรู้คุณสามารถตัดสินใจได้ทันทีว่า เมื่อไหร่ต้องทำอะไรอย่างไร ตลอดจนสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ ถ้าหากคุณไม่มีความรู้ คุณจะต้องเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์” มายเกียวเลียน กล่าวกับสื่อท้องถิ่นเวียดนามนิวส์
มายเกียวเลียน เริ่มต้นทำงานในบริษัท วีนามิลค์์ ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งในช่วงนั้นบริษัท วีนามิลค์ มีกิจการหลักคือ โรงงานนมที่ใช้เทคโนโลยีเก่าที่สร้างรายได้ไม่มากนัก หลังจากนั้นในปี 2546 บริษัท วีนามิลค์ ได้เข้าตลาดหุ้นพร้อมสร้างมูลค่าได้กว่า 2.3 ล้านล้านด่อง (ราว 104.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ปัจจุบันรายได้ของบริษัท วีนามิลล์ เพิ่มขึ้นเป็น 205 ล้านล้านด่อง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ส.ค. 2559) และกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม
โดยภาครัฐได้เข้ามาถือหุ้นบริษัทครั้งแรกในปี 2546 สัดส่วน 80% หรือราว 1.84 ล้านล้านด่อง และในปี 2559 รัฐได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 4.73% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท หรือมูลค่าประมาณ 91.5 ล้านล้านด่อง อย่างไรก็ตาม บริษัท วีนามิลค์ ยังได้พัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วย มายเกี่ยวเลียน เชื่อว่าหากบริษัทยังดำเนินงานได้ดีและเข้มแข็งแล้ว ก็เป็นไปได้ยากที่บริษัทต่างชาติจะเข้ามาซื้อกิจการ
ขณะที่บริษัท วีนามิลค์ เสมือนแบรนด์ประจำชาติมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่ 49% อีก 45% ถือหุ้นโดยรัฐบาล และอีก 6% เป็นการถือหุ้นของคนในประเทศและองค์กร พร้อมกันนี้ยังได้วางแผนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพื่อเตรียมก้าวสู่ตลาดโลก โดยบริษัทได้ใช้ระยะเวลายาวนานในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคนมในประเทศจากที่นิยมผลิตภัณฑ์จากต่างชาติ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศได้สำเร็จ
พร้อมมองว่าการทำการตลาดในประเทศยากที่สุด เนื่องจากบริษัท วีนามิลค์ ไม่มีประสบการณ์ด้านกระบวนการผลิตตั้งแต่แรก ดังนั้นบริษัทต้องมีแผนเฉพาะเจาะจงที่สามารถประยุกต์และพลิกแพลงได้ เพื่อปรับเข้ากับเทคโนโลยีระหว่างประเทศในกระบวนการผลิตนมที่ยังคงสามารถผลิตสินค้านมนานาชนิดออกสู่ตลาด โดยบริษัทยังมีแผนสร้างโรงงานในประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อจัดหาวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการผลิตนมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยลดต้นทุนทางด้านการผลิตลง ปัจจุบันบริษัท วีนามิลค์ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ใน 40 ประเทศทั่วโลกมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 250-270 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี
และจากการที่เวียดนามเป็นสมาชิกกลุ่มการตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ด้วยข้อตกลงภาษีอัตรา 0% แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อกิจการในประเทศ โดย มายเกียวเลียน มองว่าเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งเสริมประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยบริษัท วีนามิลค์ เลือกที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีด้วยถือว่าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า พร้อมวางเป้าหมายในปี 2561 ในการรวมกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคนม 8,000 ราย เข้าร่วมกับบริษัท วีนามิลค์ ด้วยการเลี้ยงที่มีคุณภาพเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นมคุณภาพสูงจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย
โดยบริษัท วีนามิลค์ ยังมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งในและต่างประเทศในอนาคต พร้อมเป้าหมายที่จะก้าวต่อไปในเวทีการค้าโลก







