
อีโคซิสเต็ม สิงคโปร์ ยกระดับสตาร์ทอัพ
ลองจินตนาการถึงธุรกิจสตาร์ทอัพว่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเพียงใด
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ | EIC
ลองจินตนาการถึงธุรกิจสตาร์ทอัพว่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเพียงใด หากดำเนินธุรกิจในเมืองที่มีระบบนิเวศ สตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem) ที่เอื้ออำนวย เนื่องจากแวดล้อมไปด้วยปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งที่มาจากตัวธุรกิจสตาร์ทอัพเอง
รวมถึงปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ได้แก่ 1.เม็ดเงินลงทุนจากเอกชนอย่าง Venture Capital (VC) และกองทุนของรัฐบาล 2.หน่วยงานที่สนับสนุนด้านความรู้แก่ธุรกิจ (Mentor) เช่น Incubator Accelerator ซึ่งให้ความช่วยเหลือในด้านการทำธุรกิจและระดมเงินทุน และ 3.โครงสร้างพื้นฐาน เช่น Co-Working Space รวมถึงระบบเครือข่ายและการสื่อสาร
ยิ่งประเทศใดมีองค์ประกอบเหล่านี้มากจะยิ่งดึงดูดทั้งนักลงทุนและสตาร์ทอัพให้เข้ามาก่อตั้งธุรกิจในประเทศนั้นมากขึ้น และจะส่งผลต่อเนื่องให้ Startup Ecosystem สมบูรณ์มากขึ้น
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความโดดเด่นด้าน Startup Ecosystem โดยในปี 2558 สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเมืองที่มี Startup Ecosystem ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก จากเมื่อปี 2555 อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกจากการจัดอันดับ โดย Compass จากจุดเด่นการมีแหล่งเงินทุนปริมาณมหาศาล ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐบาล โดยเฉพาะการสนับสนุนในสตาร์ทอัพที่อยู่ในระยะเริ่มต้น หรืออยู่ในขั้นตอนการนำเสนอสินค้าเข้าสู่ตลาด
นอกจากปัจจัยด้านเงินทุนแล้ว รัฐบาลยังสนับสนุน Startup Ecosystem โดยลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ เช่น การกำหนดให้มีผู้ถือหุ้นอย่างน้อยเพียงหนึ่งรายในบริษัทเอกชนจำกัด อีกทั้งการสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศมากขึ้น จากการได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรได้ตามโครงการ Global Investors Scheme และ Professionals/Technical
Personnel and Skilled Workers Scheme การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 3 แสนเหรียญสิงคโปร์ ในช่วง 3 ปีแรก ตลอดจนการพัฒนาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ซึ่งช่วยสนับสนุนเทคสตาร์ทอัพ
ทั้งนี้ จากปัจจัยสนับสนุนที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ขยายตัวเป็นอย่างมาก เห็นได้จากปริมาณเม็ดเงินลงทุนในปี 2558 ที่สูงถึง 1.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ มีดีลเกิดขึ้นถึง 220 ครั้ง และมีสตาร์ทอัพที่ถูกเข้าซื้อมากถึง 27 บริษัท จากในปี 2555 มีปริมาณเม็ดเงินลงทุนเพียง 234 ล้านเหรียญสหรัฐ มีดีลเกิดขึ้น 104 ครั้ง และสตาร์ทอัพถูกเข้าซื้อแค่ 4 บริษัทเท่านั้น
การที่สิงคโปร์มี Startup Ecosystem ที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดเหล่าสตาร์ทอัพจากทั่วโลกให้มาเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนและ Mentor อีกด้วย จนกลายเป็นศูนย์รวมธุรกิจสตาร์ทอัพแห่งภูมิภาคเอเชีย สตาร์ทอัพในสิงคโปร์จึงได้รับประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าวจนสามารถก้าวสู่การเป็น Unicorn ที่มีมูลค่าบริษัทเกินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อหันกลับมามองไทย จะพบว่าธุรกิจสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้น Explore Stage และขนาดตลาดยังไม่ใหญ่นักเห็นได้จากในปี 2558 ปริมาณเงินลงทุนมีมูลค่ารวมเพียง 32 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนมากกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจ e-Commerce และมีดีลเกิดขึ้น 23 ครั้งเท่านั้น จาก Venture Capital เพียงไม่กี่ราย โดยส่วนมากเป็นเม็ดเงินจาก 500 สตาร์ทอัพ อย่างไรก็ตามไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการ
ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพโดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2561 ต้องมีสตาร์ทอัพอย่างน้อย 1 หมื่นราย และภายในปี 2564 มี Unicorn 3 ราย นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง Startup District อย่างเช่น IOT City Innovation Center จึงนับได้ว่าไทยกำลังเดินมาถูกทาง
อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพไทยยังต้องการ Mentor อีกมาก ภาครัฐจึงควรสนับสนุนให้ Mentor ที่มีประสบการณ์ด้านการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ส่วนภาคเอกชนสามารถร่วมกันสนับสนุน Startup Ecosystem ได้เช่นกัน อย่างการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Co-Working Space เพื่อรองรับการเติบโตของ
เหล่าสตาร์ทอัพในอนาคต
สตาร์ทอัพเป็นความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย ทั้งสร้างรายได้ให้แก่ประเทศและก่อให้เกิดการจ้างงานดังนั้นไทยไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่ต้องพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยร่วมกันสร้าง Startup Ecosystem ที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลดีไม่เพียงแต่ทำให้สตาร์ทอัพในไทยเติบโตและไม่ไหลออกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ
แต่ยังสามารถดึงดูดสตาร์ทอัพจากต่างประเทศเข้ามาในไทยเช่นกัน







