posttoday
โอบามาลุ้นผ่าน "ทีพีพี" ชี้บทผู้นำสหรัฐในเอเชีย

โอบามาลุ้นผ่าน "ทีพีพี" ชี้บทผู้นำสหรัฐในเอเชีย

31 สิงหาคม 2559

หลายฝ่ายมองว่า อาจจะเป็นข้อตกลงที่เปิดเสรีทางการค้าในวงกว้างสุดเท่าที่เคยมีมา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ระหว่างการพบผู้นำของหลายประเทศเอเชีย ในช่วงสัปดาห์หน้า ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ จะเผชิญแรงกดดันมากมายเพื่อยืนยันว่า สามารถผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ให้เกิดขึ้นได้จริง แม้จะมีหลายสัญญาณจากฝั่งการเมืองภายในสหรัฐที่สะท้อนออกมาในอีกทิศทางหนึ่ง

ความตกลงดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหัวใจของนโยบายต่างประเทศของโอบามา ในความพยายามที่จะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคเอเชียและลดทอนอิทธิพลของจีน โดยขณะนี้สมาชิกทั้ง 12 ชาติแปซิฟิก ซึ่งรวมถึง 4 ชาติอาเซียน คือ บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่หลายประเทศสมาชิกก็หวังว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญช่วยกระตุ้นการค้าการลงทุนในประเทศ

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จะมีการยกเลิกกำแพงการค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ร่วมกัน โดยหลายฝ่ายมองว่า อาจจะเป็นข้อตกลงที่เปิดเสรีทางการค้าในวงกว้างสุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศในเอเชีย ก็รอการลงสัตยาบันในประเทศเช่นกัน

โอบามา ระบุว่า ทีพีพีจะช่วยยกระดับมาตรฐานการจ้างงานและสิ่งแวดล้อม และยังเป็นข้อตกลงที่ปรับปรุงมาจากปัญหาต่างๆ ในข้อตกลงการค้าที่ผ่านมา อย่างเช่น ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) รวมทั้งยืนยันว่า จะทำให้บริษัทสัญชาติสหรัฐทั้งรายใหญ่และรายย่อย สามารถเข้าถึงตลาดที่เติบโตที่มีอัตราการเติบโตสุดในโลกได้

อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากทีพีพี ส่วนใหญ่กลับชี้ว่า ทีพีพีส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐน้อยมาก โดยสถาบันปีเตอร์สัน คลังสมองด้านเศรษฐกิจในกรุงวอชิงตัน ประเมินว่า ทีพีพีจะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.5% หลังบังคับใช้ไปแล้ว 15 ปี

ขณะที่ จอช เอิร์นเนส โฆษกทำเนียบขาว ยกผลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าวโดยระบุว่า เป็นเหตุผลสำคัญเพียงพอที่รัฐบาลจะผลักดันให้สำเร็จก่อนการเปลี่ยนรัฐบาล  

การเมืองภายในขัดขวาง

อย่างไรก็ดี ปัญหากับอยู่ที่การเมืองภายในของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศผู้ริเริ่มผลักดันข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่า สภาคองเกรสของสหรัฐจะให้สัตยาบันต่อข้อตกลงฉบับนี้ 

แมทธิว กู๊ดแมน อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของโอบามาและผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันคลังสมอง ซีเอสไอเอส ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า หากทีพีพีไม่ผ่านการให้สัตยาบัน จะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับสิ่งที่โอบามาได้เริ่มมา และทำลายยุทธศาสตร์การปรับสมดุลเอเชีย

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐต่อจากโอบามา ทั้งสองรายจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ก็ยังแสดงท่าทีคัดค้านข้อตกลงดังกล่าวด้วย ทำให้อนาคตของทีพีพี ยังอยู่บนความสงสัย โดย มิตช์ แมคคอนเนล ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้แสดงงออกอย่างชัดเจนว่า จะไม่ลงมติในข้อตกลงดังกล่าวในปีนี้ และจะเลื่อนไปยังสมัยประธานาธิบดีคนต่อไปที่จะรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2017

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน และ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ซึ่่งเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลโอบามาด้วยนั้น เคยระบุไว้ว่า ข้อตกลงทางการค้าที่ผ่านมา ล้วนสร้างความเสียหายให้กับการจ้างงานในสหรัฐ

ขณะที่ ซูซาน ชวาบ อดีตตัวแทนการค้าแห่งสหรัฐ มองว่า ความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงทีพีพีจะผ่านสภาคองเกรสหรือได้รับการผลักดันต่อในรัฐบาลใหม่มีน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าพอมีความเป็นไปได้

“ที่ผ่านมา ก็มีให้เห็นหลายครั้งที่ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐวิจารณ์นโยบายด้านการค้าของรัฐบาลก่อนหน้า แต่สุดท้ายก็นำมาปรับใช้ในรัฐบาลของตน” ชวาบ ระบุ

หวั่นเสียยุทธศาสตร์สมดุลเอเชีย

ทางด้านทำเนียบขาวของสหรัฐ ก็ได้ระบุก่อนหน้านี้ว่า ความล้มเหลวในการอนุมัติทีพีพี จะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในเอเชียอย่างมาก โดยผู้นำของหลายประเทศในเอเชียได้พยายามดำเนินการทางการเมืองอย่างยากลำบากเพื่อให้คนในประเทศยอมรับข้อตกลง และผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว

เบน โรดส์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของโอบามา ระบุว่า ทีพีพี ถือเป็นบททดสอบภาวะความเป็นผู้นำของสหรัฐ ว่าจะสามารถดำเนินนโยบายเข้าหาเอเชีย ซึ่งถือเป็นตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกขณะนี้ ได้หรือไม่

“สหรัฐจะถอยออกมาจากบทบาทของการเป็นผู้นำ และเสมือนเป็นการยอมแพ้ให้กับมหาอำนาจในภูมิภาค อย่าง จีน ซึ่งไม่ได้มีการตั้งมาตรฐานในระดับที่เหมาะสมสำหรับข้อตกลงการค้า นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่จะต้องผ่านทีพีพี “ โรดส์ ระบุ 

ทั้งนี้ โอบามาจะเดินทางไปยังจีนในวันที่ 3 ก.ย.นี้ เพื่อพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) และเดินทางไปเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ลาว ในวันที่ 6 ก.ย.นี้

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล