posttoday
เยนแข็งฉุดส่งออกวิกฤตรอบ7ปี  กดดันบีโอเจกระตุ้นเพิ่ม

เยนแข็งฉุดส่งออกวิกฤตรอบ7ปี กดดันบีโอเจกระตุ้นเพิ่ม

19 สิงหาคม 2559

สํานักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค. ร่วงลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินโลกเมื่อปี 2009 โดยสาเหตุสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาราว 20% แล้วในปีนี้ ฉุดรายได้ของบรรดาบริษัทส่งออกและจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลก

สํานักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือน ก.ค. ร่วงลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินโลกเมื่อปี 2009 โดยสาเหตุสำคัญมาจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาราว 20% แล้วในปีนี้ ฉุดรายได้ของบรรดาบริษัทส่งออกและจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจทั่วโลก

ทั้งนี้ ตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. ลดลง 14% ปรับลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 โดยข้อมูลระบุว่าการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐและอเมริกากลาง รวมถึงการส่งออกเหล็กไปอิตาลีปรับตัวลงอย่างหนัก ขณะที่ยอดส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นร่วงลง 12.7% ในเดือน ก.ค. ลดลงต่อเนื่องจากที่ปรับลง 10% ในเดือนมิ.ย. ด้านการส่งออกไปสหรัฐปรับตัวลง 11.8% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเช่นกันที่ 6.5%

นักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์ส มองว่าภาคการส่งออกของญี่ปุ่นมีแนวโน้มอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลก

โนริโอะ มิยางาวะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากบริษัทหลักทรัพย์ มิตซูโฮ ซิเคียวริตี้ส์ ในโตเกียว กล่าวว่า ภาคการส่งออกไม่มีความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอีกต่อไป อีกทั้งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าญี่ปุ่นควรใช้มาตรการหนุนความต้องการภายในประเทศ ขณะที่มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลจะได้ผลแค่ในระยะสั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการเจรจาเกี่ยวกับการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากยิ่งขึ้น 

3 หน่วยงานญี่ปุ่นถกคุมเงินเยนแข็ง

ค่าเงินเยนที่แข็งค่าอย่างหนัก ทำให้กระทรวงการคลัง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และหน่วยงานกำกับดูแลบริการการเงินเห็นพ้องร่วมมือกันใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อจัดการกับสถานการณ์ในตลาดเงินในประชุมฉุกเฉินวานนี้

“รัฐบาลญี่ปุ่นจับตาดูสถานการณ์ในตลาดเงินอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และจะใช้มาตรการที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอหากมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา” มาซาสึกุ อะซากาวะ รมช.การคลังของญี่ปุ่น กล่าว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 5 เมื่อเทียบเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลการประชุมระหว่างวันที่ 26-27 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือน ก.ย. โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่าเฟดยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนปรับตัวขึ้น 0.5% แตะ 99.84 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 09.11 น. ตามเวลาในไทยวันที่ 18 ส.ค. หลุดระดับ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งที่ 2 ภายในรอบ 1 สัปดาห์ หลังจากที่แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 99.54 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. ขณะที่การแข็งค่าของเงินเยนฉุดให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียวร่วงลง 1.6% ปิดที่ 16,486.01 แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.

แองกัส นิโคลสัน นักวิเคราะห์จากบริษัทให้บริการทางการเงินไอจีในอังกฤษ แสดงความเห็นว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค.ของเฟดอาจเกิดขึ้นมาอีก และหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะยิ่งอ่อนค่าลง ขณะที่ค่าเงินเยนจะปรับแข็งค่าขึ้นต่อ ซึ่งรัฐบาลและบีโอเจอาจดำเนินการใดไม่ได้มากนัก

ด้าน จานู ชาน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเซนต์จอร์จแบงก์ ในออสเตรเลีย มองว่าบีโอเจเริ่มไม่มีเครื่องมือทางการเงินในการที่จะสร้างผลกระทบใหญ่ต่อตลาดแล้ว โดยการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่บีโอเจเหลืออยู่ในขณะนี้

ที่ปรึกษาอาเบะแนะกระตุ้นเข้มข้น

ขณะเดียวกัน เอสึโระ ฮอนดะ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น มองว่าบีโอเจควรลงมติใช้มาตรการเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในเดือนหน้า เนื่องจากนโยบายการเงินของบีโอเจยังผ่อนคลายไม่เพียงพอ ซึ่งอยู่ที่แค่ระดับปานกลางเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา

ฮอนดะ เสริมว่า การขึ้นภาษีขายในช่วงที่ผ่านและการหวังพึ่งปัจจัยหนุนจากภายนอก ไม่ได้ส่งผลดีต่อญี่ปุ่นมากนัก ด้วยเหตุนี้บีโอเจจึงยิ่งควรใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมากยิ่งขึ้น และหากบีโอเจไม่ดำเนินการใดเพิ่มเติม หรือเริ่มหยุดใช้มาตรการผ่อนคลายโดยยังไม่บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ญี่ปุ่นจะไม่มีทางหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดได้

ที่ปรึกษาของอาเบะ แนะว่า บีโอเจควรขยายโครงการซื้อคืนสินทรัพย์หรือคิวอีขึ้น 25% เป็น 100 ล้านล้านเยนต่อปี (ราว 34 ล้านล้านบาท) จากวงเงินปัจจุบันที่ 80 ล้านล้านเยน (ราว 26 ล้านล้านบาท) และเข้าซื้อกองทุนหุ้นใหม่ๆ เพิ่ม ขณะที่บีโอเจไม่ควรปรับให้อัตราดอกเบี้ยติดลบมากยิ่งขึ้นจากปัจจุบันที่ลบ 0.1% เนื่องจากจะยิ่งส่งผลเสียต่อการขยายตัวของภาคธนาคาร

ก่อนหน้านี้ บีโอเจประกาศดำเนินการปรับทบทวนนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% อย่างครอบคลุมในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าบีโอเจอาจใช้วิธีขยายการซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม เนื่องจากการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบที่ผ่านมาไม่ได้ผลมากพอ

ข่าวล่าสุด

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ