posttoday
ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก กับเมืองใหม่ซูโจว (จบ)

ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก กับเมืองใหม่ซูโจว (จบ)

19 สิงหาคม 2559

โดย...อัทธ์ พิศาลวานิช

โดย...อัทธ์ พิศาลวานิช

บทความนี้ผมต้องการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างของการพัฒนาเมืองใหม่ซูโจวของจีนกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ของไทยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งฉบับที่แล้วจบที่สถาบันการวิจัยของทั้งสองประเทศ

ฉบับนี้ขอต่อด้วยด้านระบบการบำบัดน้ำเสีย ซูโจวมีระบบบำบัดน้ำเสียที่เรียกว่า “Wastewater Treatment Plant Sharing (WTPS)” ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงงานลงได้ถึง 167 เท่า (บทความของ Zengwei Yuan, Ling Zhang เรื่อง “Which is more cost-effective? A Comparison of two wastewater treatment models in China-Singapore Suzhou Industrial Park, China”, 20 April 2010) และซูโจวเน้นอุตสาหกรรมคลัสเตอร์ที่มีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและทันสมัยใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ และเครื่องจักร

ในขณะที่อีอีซีจะเน้น 10 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ First S-Curve (อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แปรรูปอาหาร เกษตรชีวภาพ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และยานยนต์สมัยใหม่) และกลุ่ม New S-Curve (เชื้อเพลิง หุ่นยนต์ การบิน การแพทย์ และดิจิทัล)

บริษัทต่างชาติที่เข้าตั้งในซูโจว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทแบรนด์ระดับโลกทั้งสิ้น เช่น ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า  ได้แก่ บริษัท Philips, AMD, Samsung, IBM และ Oracle เป็นต้น ในขณะที่บริษัทรถยนต์และเครื่องจักร ได้แก่ BOSCH, Tyco, Delhi, GM, Siemens และ GE เป็นต้น

ส่วนการบริหารจัดการและสิทธิประโยชน์นั้น พบว่า ซูโจวถูกกำกับโดยรัฐบาลจีนและสามารถอนุมัติโครงการภายใน 10 วัน (สำหรับโครงการที่มูลค่าไม่เกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในขณะที่อีอีซี ขึ้นบริหารภายในสำนักงานประสานการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (สปพ.)

ส่วนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนั้น CIT (Corporate Income Tax) เสียเพียง 15% จากปกติ 25% แต่โครงการที่เป็นเทคโนโลยีสูงได้รับการยกเว้น 6 ปี และให้เงินสนับสนุน เงินลงทุนสตาร์ทอัพ เป็นต้น ของไทยยกเว้น 15 ปี

ซูโจวมีกองทุนการวิจัย เช่น Guochung Fund Biobay, Nanopolis, Creative Industrial Park และ DuShu Lake Innovation and Technology และสามารถเช่าที่ดินได้ 50 ปี แต่สำหรับไทยมีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และสามารถซื้อที่ได้ 50+49 ปี แต่ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุน หากพิจารณาสิทธิประโยชน์ของทั้งสองประเทศ ความน่าสนใจที่จะดึงดูดของนักลงทุนต่างชาติเข้ามา “มีโอกาสพอๆ กัน”

หันมาดูโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองพื้นที่กันบ้าง ทั้งสองพื้นที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวด้วยกันทั้งคู่ ซูโจวขายความเป็นวัฒนธรรมจีนและประวัติศาสตร์จีน ส่วนอีอีซีมีชื่อเสียงด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ทะเลและเมืองเกษตรกรรม ซูโจวเป็นอีกหนึ่งต้นทางของ “One Belt One Road” ที่สามารถเชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ และอากาศ ในขณะที่อีอีซีมีท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด และน่าจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตรงนี้ดูแล้วซูโจว “น่าจะสูสีกัน” ซูโจวแบ่งพื้นที่การพัฒนาออกเป็น 6 ส่วนตามที่ได้กล่าวข้างต้น

ในขณะที่อีอีซีเป็น 21 นิคมอุตสาหกรรม แต่ความชัดเจนของโซนนิ่งเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนมากนัก ความพร้อมการขนส่งทางถนนซูโจวเชื่อมโยงกันทุกเมืองในซูโจว โดยทำเป็น “วงแหวน 3 ชั้น” และยังเชื่อมถนน ท่าเรือ และสนามบิน ที่สามารถเชื่อมการขนส่งกันได้หมด ส่วนอีอีซีขณะนี้มีเพียงมอเตอร์เวย์จากกรุงเทพฯ ไปพัทยา และมีถนนย่อยแยกออกไปยังพื้นที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตรงนี้ “ไทยเร่งสร้างเครือข่ายถนนแมงมุม” ซูโจวสามารถขนส่งสินค้าได้ 3 ท่าเรือย่อย (อยู่ในซูโจว) และท่าเรือหลัก (ท่าเรือเซี่ยงไฮ้) ส่วนอีอีซีมี 3 ท่าเรือ ซึ่งถือว่ายังเล็กกว่าของซูโจว (เทียบกับจำนวนตู้ขนส่งสินค้าต่อปี เช่น ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ขนส่งได้ 35 ล้านตู้/ปี)

ไทยควรเร่งประสิทธิภาพท่าเรือและในรัศมีไม่เกิน 100 กม. ซูโจวเดินทางไปยัง 3 สนามบินได้อย่างรวดเร็ว ส่วนอีอีซีนั้นกำลังขยายมีสนามบินอู่ตะเภาและสุวรรณภูมิ ความเร็วอินเทอร์เน็ตซูโจวทำได้ 1 GB ใน 8 วินาที

ตรงนี้ อีอีซี ต้องเร่งความเร็วอินเทอร์เน็ตให้เทียบเท่าระดับโลก คือ สิงคโปร์ ที่อยู่ที่ 135 MB/s ให้ได้ครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง