
เก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า
เก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ย หลังประธานสาขานิวยอร์กส่งสัญญาณลงมือเดือนหน้า
เก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ย หลังประธานสาขานิวยอร์กส่งสัญญาณลงมือเดือนหน้า
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปี 2016 นี้ ปรับขึ้นไปแตะ 51% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่อังกฤษทำประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิตเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา หลังวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กและสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ระบุว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.นี้ มีความเป็นไปได้
ดัดลีย์ ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มที่การขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016 นี้ จะทำผลงานได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเฟดมีเป้าหมายไว้ที่ 2% ใกล้จะขยับขึ้นแล้ว เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเป็นตัวฉุดการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ
ภายหลังการเปิดเผยดังกล่าว ค่าเงินเหรียญสหรัฐฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดรอบ 7 สัปดาห์ โดยอยู่ที่ 100.70-72 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อราว 17.00 น. ของเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นไปอยู่ในเกือบหลุดระดับ 100 เยน ระหว่างการซื้อขายของเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดดัชนีนิกเกอิ 225 ปรับตัวขึ้นปิดตลาดที่ 0.9% เมื่อวันที่ 17 ส.ค.
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินเยนที่แข็งค่าตลอดปี 2016 นี้ ราว 20% ส่งผลกระทบต่อบริษัทเน้นการส่งออกญี่ปุ่น โดยนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์จากญี่ปุ่น เตรียมเพิ่มการผลิตรุ่นโร้กในโรงงานผลิตที่เกาหลีใต้อีก 8,000 คันภายในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 1.25 แสนคัน หลังค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นทำให้การส่งออกของญี่ปุ่นมีศักยภาพการแข็งขันน้อยกว่า เมื่อเทียบกับค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้น 7.4% เทียบเหรียญสหรัฐในปีนี้
ขณะเดียวกัน ซึโตมุ วาตานาเบะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว และอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เมื่อปี 1982-1999 เปิดเผยว่า บีโอเจควรหยุดมาตรการซื้อคืนพันธบัตร เนื่องจากมาตรการดังกล่าวล้มเหลวที่จะช่วยขยายอัตราเงินเฟ้อ และหันไปให้ความสนใจกับการเพิ่มรายได้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ปีละ 4% ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มรายได้ราชการ และขึ้นค่าธรรมเนียมดำเนินการทางราชการมากกว่า
สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ออกมาแนะนำญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ โดยรายได้ประชาชนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อปีงบประมาณก่อน สิ้นสุดเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และยังคงไม่ปรับตัวไปมากกว่า 0.7% นับตั้งแต่ปี 2003







