
ทิศทางโทรคมนาคม ภูมิภาคอาเซียน
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเติบโตไม่น้อยกว่าปีละ 11% ต่อเนื่อง จากมูลค่าตลาดโลกรวม 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเติบโตไม่น้อยกว่าปีละ 11% ต่อเนื่อง จากมูลค่าตลาดโลกรวม 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และจะเพิ่มเป็น 5.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 โดยองค์การโทรคมนาคมได้วิเคราะห์ไว้ว่ากว่า 50% ของการใช้จะมาจากการค้าและบริการออนไลน์ ส่วนอีก 24% มาจากระบบอินเทอร์เน็ต และอีก 17% มาจากความเชื่อมโยงระบบ ตลอดจนแพลตฟอร์มต่างๆ โดยโทรคมนาคมกว่า 50% อยู่ในสหรัฐอเมริกา ทำให้โอกาสของตลาดในอาเซียนยังเปิดกว้างทั้งด้านการแข่งขันและการพัฒนา
ศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย ระบุถึงภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมปี 2559 จะกลับมาเติบโตกว่า 11.5% หรือมีมูลค่าเพิ่มเป็น 5.97 แสนล้านบาท จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ล่าสุดประเทศไทยได้มีโอกาสจัดงานประชุมผู้นำหน่วยงานกำกับดูแลระบบโทรคมนาคมอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ หรืองาน ATRC 2016 เพื่อหาแนวทางร่วมกันด้านการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศ
ด้าน ฮาลิม ชาฟี่ ประธานกรรมการหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของมาเลเซียและประธาน ATRC เปิดเผยว่า สมาชิกทั้ง 10 ประเทศต้องการตั้งกฎระเบียบโทรคมนาคมส่วนกลางของอาเซียน เพื่อเป็นกติกาบังคับใช้ร่วมกันในทุกประเทศ โดยจะนำกฎระเบียบที่ใช้ได้ผลในแต่ละประเทศมาควบรวมกันเพื่อเป็นกติกากลาง เอื้อต่อการพัฒนาระบบโทรคมนาคมในด้านอื่นๆ ร่วมกันต่อไป รวมถึงระบบความปลอดภัยของเลขหมาย โดยเฉพาะการลงทะเบียนซิมการ์ด เพื่อป้องกันด้านความมั่นคงและเสริมความปลอดภัยให้กับระบบธุรกรรมบนมือถือ (โมบายแบงก์กิ้ง)
ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงนโยบายอาเซียนด้านการลงทะเบียนซิมสำหรับนักท่องเที่ยวนั้นเป็นการแสดงตำแหน่งที่อยู่ (โลเกชั่น) เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบติดตามตัวผู้กระทำผิด ตลอดจนด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีหลายประเทศได้ไปดำเนินการแล้วประสบความสำเร็จอย่างมาเลเซีย โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ตลอดจนแก้ปัญหาชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
สำหรับความร่วมมือดิจิทัลในอาเซียนนั้น แต่ละประเทศสมาชิกต่างให้น้ำหนักไปที่การจัดสรรเทคโนโลยี 4จี ให้ถูกนำออกมาใช้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะบริเวณแนวตะเข็บชายแดนของแต่ละประเทศที่จะเกิดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในอนาคต
สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไทย ที่ตั้งเป้าทำให้อินเทอร์เน็ตครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศภายใน 5 ปี ควบคู่ไปกับการก่อตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชนให้ได้ 600 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ และเร่งให้ครบ 2,000 ศูนย์ ในระยะเวลาอันใกล้ เป็นไปตามทิศทางเดียวกับ ATRC วางไว้ว่าอาเซียนจะส่งเสริมให้เกิดการกระจายโอกาสโดยหักรายได้ของผู้ประกอบการแต่ละรายราว 2-6% เพื่อเข้ากองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชนบทควบคู่ไปกับการตั้งศูนย์ไอซีทีชุมชน เพื่อเป็นศูนย์กลางให้คนในท้องถิ่นได้ตระหนักเรียนรู้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและนวัตกรรมดิจิทัลที่ได้เริ่มแล้วในมาเลเซีย
นอกจากนี้ ยังมีมติร่วมกันในการออกกฎบังคับเพื่อกำหนดอัตราค่าบริการโรมมิ่งให้เหมือนกันทุกประเทศอาเซียน เพื่อลดปัญหาด้านค่าบริการเกินจริง ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยที่ กสทช.กำหนดไว้ คือค่าบริการทางเสียง (Voice) ต้องต่ำกว่า 69 สตางค์/นาที และค่าบริการข้อมูล (Data) เฉลี่ยต่ำกว่า 26 สตางค์/เมกะไบต์ และจะต้องพัฒนาระบบความปลอดภัยด้านธุรกรรมดิจิทัลร่วมกัน เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และอี-คอมเมิร์ซในอนาคต โดยมาเลเซียและสิงคโปร์พร้อมรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ
สุดท้ายผู้นำอาเซียนต่างมองอนาคตถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยุคอินเทอร์เน็ต 5จี ที่จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของอินเทอร์ ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่ต้องการระบบขนส่งข้อมูลที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการจัดการบิ๊กดาต้าของโลกอนาคต โดยแต่ละประเทศสมาชิกเร่งวางแผนการก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ ตลอดจนเชื่อมต่อเคเบิลรับส่งข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ซึ่งผู้นำแต่ละประเทศมองว่าอาจต้องใช้การลงทุนระหว่างเอกชนและภาครัฐในการพัฒนา (พีพีพี) เพื่อขยายเพิ่มขนาดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยเฉพาะข้อมูลกลุ่มภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ)
ด้วยประเทศสมาชิกมองร่วมกันว่าจะเป็นสื่อที่ถูกส่งต่อกันมากที่สุดในโลกการสื่อสารโทรคมนาคมยุค 5จี







