posttoday

จีนยกสิงคโปร์ประตูอาเซียน เสริมยุทธศาสตร์ทางสายไหม

16 สิงหาคม 2559

สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการใช้ความสัมพันธ์ที่มีวัฒนธรรมร่วมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าและการลงทุน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการใช้ความสัมพันธ์ที่มีวัฒนธรรมร่วมเป็นจุดเชื่อมต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ตามแผนการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมขึ้นมาในศตวรรษที่ 21

หน่วยวิจัยของ นาติซิส เอสเอ ธนาคารเพื่อการลงทุนของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีประชากรเชื้อสายจีนมากที่สุดในภูมิภาค โดยเกือบ 75% ของประชากรในประเทศมีเชื้อสายจีน และยังมีสัดส่วนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มากกว่า 20% มาจากการค้าการลงทุนกับจีน ซึ่งสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นทั้งระดับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการค้า

เถาเสียงเส็ง ประธานสภาธุรกิจสิงคโปร์และกรรมการผู้บริหาร แปซิฟิก อินเตอร์เนชั่นแนล ไลนส์ บริษัทขนส่งสัญชาติสังคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับประโยชน์จากโครงการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมของทางการจีน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อเอเชียไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรป โดยเมื่อไม่นานมานี้ เส็งได้ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ คอสโก ชิปปิ้ง ของจีน เพื่อร่วมสร้างความเชื่อต่อเข้ามายังอาเซียน

"บริษัทจีนเพียงลำพังอาจจะไม่มีประสบการณ์และความเข้าใจมากพอในการเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศอื่นๆ จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการทางธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการเจรจาตกลงกับคนท้องถิ่นและวิธีการทำธุรกิจ" เส็งกล่าว

การตั้งบริษัทร่วมทุนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความสำคัญของสิงคโปร์ในฐานะของประตูสู่อาเซียนสำหรับจีน หลังเผชิญกับภาวะการผลิตเกินความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนต้องขยายเส้นทาง เพื่อสร้างตลาดใหม่ๆ สำหรับการส่งออก พร้อมกับการแผ่อิทธิพลทางการค้าในต่างประเทศ และการกระตุ้นการค้าผ่านเส้นทางสายไหม จึงถือเป็นการแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว

ขณะที่ บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า การใช้ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นระหว่างจีนกับสิงคโปร์ยังช่วยให้บรรดาธุรกิจจีนสามารถวางตัวทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม เมื่อต้องทำธุรกิจกับบริษัทท้องถิ่นในอาเซียน ซึ่งมีความสัมพันธ์อันตึงเครียดในประเด็นเรื่องพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

บทเรียนจากแอฟริกา-อเมริกาใต้

นอกจากนี้ การมีบริษัทเอกชนในสิงคโปร์เป็นจุดเชื่อมต่อยังช่วยให้จีนสามารถหลีกเลี่ยงข้อวิจารณ์เรื่องวิธีการที่เข้าไปพยายามมีอิทธิพลครอบงำประเทศอื่นมากเกินไป หลังได้รับบทเรียนจากการเข้าไปลงทุนก่อนหน้าในภูมิภาคแอฟริกาและอเมริกาใต้

โกว จีก่าย กรรมการบริหารของ วินสเวย์ เอ็นเตอร์ไพรส์ โฮลดิ้งส์ บริษัทจัดหาถ่านหินโค้ก ระบุว่า จีนเรียนรู้จากการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งที่ผ่านมาแล้วว่า จำเป็นต้องมีตัวกลางในระดับท้องถิ่นช่วยประสานงานและทำการซื้อขายเหมือนนายหน้า ขณะที่บรรดาธุรกิจจีนเชื่อว่าสามารถทำธุรกิจกับบริษัทสิงคโปร์ได้ง่ายกว่า อีกทั้งบริษัทในสิงคโปร์ยังสามารถทำธุรกิจได้ดีในหลายตลาดที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้อัดฉีดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในอาเซียน ผ่านการสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (วันเบลท์วันโรด) ที่หมายรวมถึงโครงการเพื่อรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมทางทะเลและเส้นทางสายไหมเศรษฐกิจทางบกที่ผ่านมาจากยูเรเซีย ซึ่งสอดรับกับความต้องการเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น

ใช้ไม้อ่อนแผ่อำนาจ

บลูมเบิร์ก เสริมว่า โครงการดังกล่าวยังเปรียบเสมือนไม้อ่อนทางเศรษฐกิจของจีนเพื่อเสริมบทบาทมหาอำนาจภูมิภาค ในการแข่งขันแผ่อิทธิพลกับมหาอำนาจภายนอกอย่างสหรัฐที่หวนกลับมามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้อีก โดยจีนมองว่า การเน้นการลงทุนมหาศาลและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางการค้าจะช่วยลดความกังวลของประเทศในภูมิภาคเกี่ยวกับการแผ่อิทธิพลทางการทหารและการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนทางทะเลอย่างแข็งกร้าวของจีน

ก่อนหน้านี้ โฟซัน อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทด้านการลงทุนรายใหญ่ของจีนได้เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว โดย เหลียงชินจุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) เคยกล่าวว่า บริษัทจีนจำเป็นต้องเลือกจุดเชื่อมต่อที่เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นอย่างราบรื่นในการเข้าทำธุรกิจระดับระหว่างประเทศ ซึ่งสิงคโปร์ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมาก

อย่างไรก็ดี หลายประเทศในอาเซียนเริ่มมีความกังวลและระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องทำธุรกิจกับจีน ซึ่งมีประวัติเสียหายตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับการดำเนินการตามข้อตกลงเดิมที่วางไว้ ขณะที่ประเด็นขัดแย้งทะเลจีนใต้ยิ่งอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลง ซึ่งในอนาคตจีนอาจจะใช้สิงคโปร์เป็นส่วนช่วยทำให้เกิดความราบรื่นในประเด็นนี้ด้วย

ข่าวล่าสุด

คตร. จี้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน ชงครม. 6 เม.ย.นี้