
ไทยเชื่อมเกษตรพม่า
กระทรวงอุตฯ หารือมุขมนตรีอิรวดีเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองฝ่าย เมียนมาชวนไทยลงทุนเกษตรในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมปะเตง เร่งยกระดับภาคเกษตรกรรม
กระทรวงอุตฯ หารือมุขมนตรีอิรวดีเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองฝ่าย เมียนมาชวนไทยลงทุนเกษตรในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมปะเตง เร่งยกระดับภาคเกษตรกรรม
นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายอูมานน์ จอห์นนี มุขมนตรีอิรวดีแห่งเมียนมา ว่า การหารือครั้งนี้สืบเนื่องจากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายให้ไทยเชื่อมโยงความร่วมมือด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ด้านการค้า เศรษฐกิจและสังคม
สำหรับเมียนมา เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ประเทศไทยให้ความสำคัญในการติดต่อด้านเศรษฐกิจ การค้าอยู่แล้ว และจะขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มองพื้นที่เขตอิรวดีแห่งเมียนมาเป็นพื้นที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง เพราะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเมียนมา เป็นสังคมเกษตรกรรมที่กำลังต้องการพัฒนาสู่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหารแปรรูป โดยไทยมีจุดแข็งด้านนี้อยู่แล้วจึงจะชักชวนภาคอุตสาห กรรมไทยให้เข้าไปลงทุนในพื้นที่ เป็นการร่วมทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหารแปรรูปในเขตอุตสาหกรรมปะเตงของเมียนมา
“ความร่วมมือพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปะเตงระหว่างไทยและเมียนมา สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ทั้งการจับคู่ธุรกิจ การเข้าไปลงทุนในลักษณะต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยสามารถลงทุนได้เอง ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถร่วมทุนกับทางฝ่ายเมียนมาได้ โดยนิคมอุตสาหกรรมปะเตงของอิรวดี จะมีพื้นที่ประมาณ 1.2 หมื่นไร่ ซึ่งในเบื้องต้นมีบริษัทผลิตไฟฟ้าของไทยได้เข้าไปร่วมลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้ารองรับการใช้ของนิคมฯ ดังกล่าวแล้ว” นางอรรชกา กล่าว
ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมปะเตงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหารแปรรูปในเมียนมา สำหรับการเดินทางมาเยือนไทยของมุขมนตรีประจำเขตอิรวดีครั้งนี้ ยังได้เดินทางไปศึกษาโรงสีข้าวครบวงจรแล้ว ขณะที่ในวันที่ 29 ก.ค. คณะของเมียนมาจะเดินทางไปศึกษาแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย ร่วมกับทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมต่อไป
นายอูมานน์ จอห์นนี กล่าวว่า รัฐบาลสหภาพเมียนมามีนโยบายพัฒนาประเทศจากสังคมเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และพัฒนาสู่อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะเกษตรอุตสาหกรรม โดยการหารือครั้งนี้นับเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น และหวังอย่างยิ่งว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป







