
โลกจับตาศก.สหรัฐจมวิกฤตระลอกสอง
ความหวั่นเกรงว่าสหรัฐจะวกกลับไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งเริ่มเค้าลางที่ชัดเจนขึ้นแล้ว และถือเป็นประเด็นที่โดดเด่นที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ ซึ่งทำเอานักลงทุนและตลาดถึงกับชะงักไปตามๆ กัน
ประเด็นความกังวลถึงวิกฤตระลอกสองเกิดขึ้นเมื่อทางคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐลง เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เฟดยังยืนยันที่จะคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐต่อไปอีก พร้อมทั้งประกาศจะช้อนซื้อพันธบัตรภายในประเทศเพิ่มเติม เพื่อเป็นการกระตุ้นการขยายตัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งสัญญาณไปยังทางรัฐบาลให้เดินหน้ามาตรการหรือแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเร็ว
นอกจากนี้ ตัวเลขที่เป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการว่างงาน ตัวเลขภาพการผลิต ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทุกปัจจัยล้วนซบเซาและไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ทั้งสิ้น ซึ่งสวนทางกับผลประกอบการของหลายบริษัทที่มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นแล้ว
ประกอบกับในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณช่องว่างขาดดุลการค้าของสหรัฐยังพุ่งสูงมากขึ้นที่สุดในรอบ 20 เดือนด้วย
ท่าทีที่ปรากฏ รวมถึงตัวเลขต่างๆ ก็ยิ่งทำให้ทุกฝ่ายกำลังหวั่นว่าสหรัฐจะต้องดิ่งลงสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก็จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เยอรมนีย้อนศรศก.ไตรมาส 2 พุ่ง
ขณะที่ฝั่งอเมริกายังคงไม่มีความแน่นอน ไร้เสถียรภาพ และไร้ความเชื่อมั่นสำหรับนักลงทุน แต่สถานการณ์ของเยอรมนี หนึ่งในพี่ใหญ่แห่งสหภาพยุโรป กลับพุ่งแรงในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของเยอรมนีเพิ่มขึ้นถึง 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้ และถือเป็นการขยับขึ้นร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการรวมประเทศเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันในปี 1990 หลังจากก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจเยอรมนีซวนเซไม่เป็นท่ากับวิกฤตหนี้ในยุโรป
สถานการณ์ของเยอรมนีถือเป็นเรื่องดีๆ ที่ถือเป็นความพลิกผัน ที่ช่วยเบี่ยงความสนใจของนักลงทุนให้ใจชื้นขึ้น หลังจากที่ต้องระส่ำระสายกับสัญญาณความไม่แน่นอนของสหรัฐมาตลอดทั้งสัปดาห์
อุทกภัยอัคคีภัยคุกคามโลก
แม้เรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจจะมีทั้งขึ้นๆ ลงๆ แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับสถานการณ์ของภัยธรรมชาติยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนและทุกประเทศต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในจีนและปากีสถานตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตัวเลขผู้ที่ได้รับผลกระทบในปากีสถานทะยานขึ้นสูงมากไปแตะอยู่ที่ 14 ล้านคน โดยถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงและมหาศาลมากมายกว่าภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่ชาวโลกรู้จักกันดี อย่างแผ่นดินไหวในเฮติ คลื่นยักษ์สึนามิอีกด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าระดับน้ำในปากีสถานอาจจะเพิ่มสูงขึ้นอีก ในพื้นที่จังหวัดปัญจาบและสินธุของปากีสถาน ซ้ำเติมความเลวร้ายให้กับประชาชนในประเทศ
เจ้าหน้าที่ทางการปากีสถานได้ให้สัญญาว่าจะแจกจ่ายความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบอุทกภัยอย่างโปร่งใส
นอกจากนี้ สิ่งที่หลายหน่วยงานกำลังให้ความกังวลก็คือ การระบาดของโรคที่มากับน้ำ และล่าสุดก็มีผู้เสียชีวิตจากโรคอหิวาตกโรคแล้ว และทางการกำลังวินิจฉัยถึงผู้ป่วยรายอื่นๆ ซึ่งคาดว่าอาจจะไม่ใช่รายเดียวเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจำเป็นต้องจัดการภาวะการระบาดอย่างเร่งด่วน
ขณะที่สถานการณ์ในจีนก็ยังคงมีความเสียหายจากเหตุฝนตกหนัก แผ่นดินถล่ม เกิดขึ้นเรื่อยมาตลอดสัปดาห์
เช่นเดียวกับทางฝั่งของประเทศรัสเซียที่ยังคงเกิดไฟป่า โดยลุกลามเข้าไปยังเขตพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ลุกลามไปยังประเทศยูเครน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย ท่ามกลางความหวั่นวิตกของทุกฝ่าย ซึ่งผู้นำของรัสเซียก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในการจัดการปัญหา จนทำให้นายกรัฐมนตรี วลาดิมีร์ ปูติน ต้องขึ้นเครื่องบินดูสถานการณ์และสั่งการดับไฟป่าด้วยตนเอง







