posttoday
ฝรั่งเศสสูญเสียรอบที่ 3 จาก ปืน-ระเบิด สู่รถบรรทุกมรณะ

ฝรั่งเศสสูญเสียรอบที่ 3 จาก ปืน-ระเบิด สู่รถบรรทุกมรณะ

16 กรกฎาคม 2559

เพียงไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุกราดยิง 12 ศพ ในหนังสือพิมพ์เสียดสีการเมือง ชาร์ลี เอ็บโด

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เพียงไม่ถึง 2 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุกราดยิง 12 ศพ ในหนังสือพิมพ์เสียดสีการเมือง ชาร์ลี เอ็บโด เมื่อเดือน ม.ค. 2015 และเหตุวินาศกรรม 6 จุดกลางกรุงปารีสในอีก 10 เดือนถัดมา ล่าสุดฝรั่งเศสต้องพบกับความสูญเสียอีกครั้งกับเหตุสะเทือนขวัญในเมืองนีซ เมืองตากอากาศชื่อดังทางตอนใต้ของประเทศ

รอยเตอร์ส รายงานว่า คนร้ายซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสที่มีพื้นเพจากตูนิเซีย วัย 31 ปี ขับรถบรรทุกขนาดใหญ่กว่า 2.5 ตัน มาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะไล่พุ่งชนฝูงชนจำนวนมากที่กำลังชมพลุในคืนวันชาติ 14 ก.ค. อยู่บนถนนเลียบชายหาด พรอมีนาร์ด เดซองกเลส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึงราว 84 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กหลายคน และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก โดยมีผู้
บาดเจ็บสาหัส 18 คน

ขณะที่วอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่คนร้ายใช้รถบรรทุกลงมือก่อเหตุ เพราะเคยเกิดเหตุระเบิดรถบรรทุกทั้งที่เลบานอนในปี 1983 ที่นิวยอร์กในปี 1993 และในเมืองโอกลาโฮมาซิตีในปี 1995 ทว่าแทบไม่เคยมีการใช้รถบรรทุกเพื่อไล่พุ่งชนจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเท่านี้มาก่อน 

บรรดาผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงหลายฝ่าย ระบุว่า เหตุดังกล่าวยิ่งเพิ่มความท้าทายให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการปกป้องประชาชนตามที่สาธารณะ ซึ่งการจะออกมาตรการป้องปรามอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งต่อภาคธุรกิจและในชีวิตประจำวัน แต่ในช่วงหลังเกิดเหตุนี้ เจ้าหน้าที่อาจจำเป็นต้องเพิ่มการเฝ้าระวังตามที่สาธารณะและจำกัดการเข้าถึงของยานยนต์ในบางพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบของผู้ไม่หวังดี

ปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มหรือบุคคลใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเป็นการก่อเหตุของคนร้ายเพียงลำพังโดยไม่เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้าย (โลนวูลฟ์) โดยแหล่งข่าวระบุว่า ผู้ก่อเหตุไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อต้องจับตาการก่อการร้าย เพียงแต่มีประวัติก่อคดีความรุนแรงและลักขโมยทั่วไปมาก่อน ซึ่งเจ้าตัวได้ถูกวิสามัญในที่เกิดเหตุไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นฝีมือของการก่อการร้าย พร้อมประกาศจะเพิ่มปฏิบัติการทางทหารทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศอิรักและซีเรียมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์นี้  

“ประเทศฝรั่งเศสตกอยู่ในความเศร้าสลดจากโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าผู้ก่อการร้ายเป็นผู้ลงมือโจมตี”ออลลองด์ กล่าว

รัฐบาลฝรั่งเศสยังประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วัน และขยายกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินให้มีผลบังคับใช้ต่อไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 26 ก.ค.นี้ 

ด้านผู้นำทั่วโลกต่างส่งสาส์นแสดงความเสียใจกับฝรั่งเศส พร้อมประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ กล่าวประณามเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างรุนแรงว่าเป็นการก่อการร้ายที่น่าสะพรึง ขณะที่ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) มีการยืนไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ด้วย

ทำไมเกิดที่ ‘ฝรั่งเศส’ อีกแล้ว

ซีเอ็นเอ็นรายงานอ้าง โรเบิร์ต แบเออร์ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ว่า คนต่างชาติในฝรั่งเศสต้องเผชิญแรงกดดันของการถูกแบ่งแยกสูง ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม เช่น ชุมชนชาวแอฟริกาเหนือ ซึ่งแม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสังคมฝรั่งเศส

“ผมก็เรียนในโรงเรียนที่ฝรั่งเศส จบมาก็หางานทำที่นั่น แต่ก็ยังถูกแบ่งแยก” แบเออร์ กล่าว

ซีไอเอรายนี้ เปิดเผยด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นภายหลังเกิดเหตุวินาศกรรมในกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2015 เนื่องจากเจ้าหน้าที่หันมาตรวจตราบัตรแสดงตนกันมากขึ้น และมักเข้มงวดกันคนที่ดูเหมือนเป็นชาวอาหรับในการขึ้นรถไฟหรือรถโดยสารสาธารณะ

ทอม ฟูอองต์ อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนสอบสวนของรัฐบาลกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ซึ่งเคยเป็นกรรมการในองค์กรตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) กล่าวว่า การก่อการร้ายโดยฝีมือของพลเมืองในประเทศตัวเอง คือประเด็นความกังวลหลักในทวีปยุโรป

“เรามีผู้อพยพรุ่น 3 ที่มาจากโมร็อกโก แอลจีเรีย ลิเบีย ตูนิเซีย และแม้ว่าลูกๆ ของคนเหล่านี้จะเกิดในฝรั่งเศส และลูกของพวกเขาอีกรุ่นหนึ่งก็เกิดในฝรั่งเศสเช่นกัน แต่พวกเขากลับไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนฝรั่งเศส” ฟูอองต์ กล่าว และว่าคนกลุ่มนี้มักจำกัดอยู่ในชุมชนของตัวเองเท่านั้น

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า ความเพลี่ยงพล้ำของกลุ่มไอเอสที่ถูกโจมตีอย่างหนักทั้งในซีเรียและอิรัก มีผลทำให้ไอเอสหันมาขยายการลงมือโจมตีในต่างประเทศมากขึ้นแทน

ตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองต่างพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่า เหตุก่อการร้ายที่ตุรกี บังกลาเทศ และอิรัก ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. เป็นฝีมือของกลุ่มไอเอส ซึ่งยังสะท้อนถึงการลงมือที่มีความซับซ้อนและไร้พรมแดนมากกว่าในยุคของกลุ่มอัลกออิดะห์ โดยผู้ก่อเหตุไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังเป็นคนในประเทศที่แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไอเอส

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง