
ปมผิวสีมะกันรุนแรง หวั่นเกิดเหตุนองเลือดซ้ำรอยปี1919
ชาวผิวสีประท้วงหลายเมืองไม่พอใจเหตุสังหารแอฟริกัน-อเมริกัน ยอดก่อเหตุขัดแย้งสีผิวพุ่ง
ชาวผิวสีประท้วงหลายเมืองไม่พอใจเหตุสังหารแอฟริกัน-อเมริกัน ยอดก่อเหตุขัดแย้งสีผิวพุ่ง
ทางการสหรัฐ เปิดเผยว่า อัตราการก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนเพิ่มจำนวนขึ้น หลังเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารชายผิวสี 2 รายในรัฐมินนิโซตาและหลุยเซียนา
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. เกิดเหตุทหารผ่านศึกผิวสีกราดยิงบนทางหลวงในรัฐเทนเนสซี ก่อนวันเกิดเหตุซุ่มยิงในเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส โดยผู้ก่อเหตุสารภาพว่า ไม่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อชาวผิวสี และวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวได้รับแจ้งว่ามีผู้พบศพชายผิวสีแขวนคออยู่ใต้ต้นไม้ที่สวนสาธารณะเพียด์มอนต์ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย โดยสังคมออนไลน์วิจารณ์เหตุดังกล่าว ระบุว่า พบเห็นการรวมตัวของกลุ่มคู คลักซ์ แคลน (เคเคเค) กลุ่มคนต่อต้านสีผิว ก่อนวันเกิดเหตุ
วันต่อมา เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐมิสซูรี ถูกชายชาวผิวสียิงจากข้างหลัง ยังไม่ทราบแรงจูงใจ และยังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกลวงไปฆ่า โดยอ้างว่ารถเสียและยังไม่ทราบแรงจูงใจเช่นกัน
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองดัลลัสบุกตรวจค้นบ้านพักของ ไมคาห์ จอห์นสัน วัย 25 ปี ผู้ต้องสงสัยมือปืนสไนเปอร์ พบสารประกอบระเบิด ปืนไรเฟิล อาวุธปืน กระสุน และบันทึกการสู้รบ โดยระหว่างเจรจา จอห์นสัน กล่าวว่าต้องการสังหารชาวผิวขาว เพราะไม่พอใจการสังหารชาวผิวสี 2 รายก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ เหตุความขัดแย้งทางสีผิวนำไปสู่การประท้วงในหลายเมือง เช่น แอตแลนตา ฟีนิกซ์ ฮุสตัน นิวออร์ลีนส์ ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก คลีฟแลนด์ ฟิลาเดลเฟีย ดัลลัส บาตัน รูจ รวมถึงกรุงลอนดอน อังกฤษ
เฟรดดริค แฮร์ริส ผู้อำนวยการศูนย์สังคมและการเมืองแอฟริกัน-อเมริกัน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างชาวผิวสีและผิวขาวมีความตึงเครียดมากขึ้น หวั่นซ้ำรอยเหตุการณ์เรดซัมเมอร์ปี 1919 ที่เกิดเหตุนองเลือดจากความขัดแย้งทางสีผิว ขณะที่ผลสำรวจของศูนย์วิจัยพิว พบว่า พลเรือนผิวขาว 1 ใน 3 ชี้ว่าการมีผู้นำเป็นชาวผิวสีทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งแย่ลง ส่วนพลเรือนผิวสี 51% ชี้ว่าผู้นำผิวสีทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น
ภาพ...เอเอฟพี







