
ลุยอาหารอินโด3แสนล.
ตลาดอาหารอินโดฯ รุ่ง มูลค่ากว่า 3 แสนล้าน แนะเจาะกลุ่มวัตถุดิบ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
ตลาดอาหารอินโดฯ รุ่ง มูลค่ากว่า 3 แสนล้าน แนะเจาะกลุ่มวัตถุดิบ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเทศอินโดนีเซียนำเข้าสินค้าหมวดอาหารปีละไม่ต่ำกว่า 3.15 แสนล้านบาท ด้วยขนาดของประชากรราว 300 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มส่วนประกอบอาหาร หรือฟู้ด อินกรีเดียนส์ (Food Ingredients) ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง
น.ส.รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหาร 1.43 แสนล้านบาท ขยายตัว 0.6% กลุ่มสินค้าที่การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ กลุ่มผัก ผลไม้สด อาหารกระป๋องแปรรูป และอาหารแช่แข็ง ซึ่งขยายตัว 14.3% และมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะปัจจุบันประเทศอาเซียนกว่า 80% นำเข้าส่วนผสมอาหารจากยุโรป โดยเฉพาะไทยมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและวัตถุดิบอาหารเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย ร่วมกับคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงเปิดเวทีเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีนวัตกรรมอาหารแปรรูปของไทยในประเทศอินโดนีเซีย ภายในงานฟู้ด อินกรีเดียนส์ เอเชีย 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-23 ก.ย. 2559 ที่เมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงงานกว่า 650 บริษัท จาก 40 ประเทศทั่วโลก
น.ส.ชุติมา ไวศรายุทธ์ รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์มาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปให้เข้าสู่รูปแบบส่วนผสมอาหาร (Food Ingredients) เป็นโอกาสเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรรมแปรรูปให้เข้าสู่ตลาดบนรองรับประชากรรายได้สูงในอินโดนีเซีย เช่น นมผง ธัญพืชสกัด ผลไม้ชนิดผงและสมุนไพรบดละเอียด รวมถึงกลุ่มอาหารพร้อมทาน (Ready to eat) เป็นต้น สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียที่หันมาให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งอาหารสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม มองว่าการเข้าไปขยายตลาดของผู้ประกอบการจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์ทางการค้า รวมถึงร่วมมือกับเครือข่ายส่งเสริมผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางการผลิตให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งเพื่อเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าเข้าสู่ความหลากหลายของผู้บริโภคในตลาดที่มีศักยภาพด้านประชากรอย่างอินโดนีเซีย







