
รุกตลาด 'พรีแคส' หนุนอสังหาฯในอาเซียน
การก่อสร้างโดยใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปพรีแคส (Precast Concrete) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการก่อสร้างในหลายประเทศแถบอาเซียน
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี)
การก่อสร้างโดยใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปพรีแคส (Precast Concrete) ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกระบวนการก่อสร้างในหลายประเทศแถบอาเซียน โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย เนื่องจากประหยัดเวลาในการก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอ และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือซึ่งปัจจุบันกำลังประสบอยู่ และสุดท้ายยังช่วยลดต้นทุนค่าแรงงานได้อีกต่อ ทำให้ยิ่งดึงดูดให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาใช้วัสดุดังกล่าวมากขึ้น
การก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยต้นทุนต่ำสำหรับประชาชนของภาครัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการใช้พรีแคสในหลายประเทศแถบอาเซียน ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการมีแนวโน้มหันมาใช้พรีแคสในกระบวนการก่อสร้างมากขึ้นในปัจจุบัน คือค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคก่อสร้าง โดยหากคิดอัตราการเติบโตของค่าตอบแทนรายเดือนในปี 2555 เทียบกับปี 2558 จะพบว่าเมียนมามีอัตราการเติบโตของค่าแรงสูงสุด รองลงมาเป็น กัมพูชา และมาเลเซีย นอกจากนี้อีกปัจจัยสนับสนุนคือ การแก้ปัญหาแรงงานในภาคก่อสร้างที่ไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยไทยเริ่มมีการใช้พรีแคสในกระบวนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างกว้างขวางเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การเติบโตของจำนวนประชากรในหลายประเทศ แถบอาเซียน รวมถึงการผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ สำหรับชาวต่างขาติเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้มีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยมากขึ้น และสร้างอานิสงส์ต่อธุรกิจพรีแคส ธนาคารโลกนั้นคาดว่าจำนวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นและย้ายเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในเวียดนามเพิ่มขึ้นอีกราว 3.74 แสนหน่วย ในแต่ละปี ในขณะที่อินโดนีเซียนั้นก็มีการคาดการณ์ว่าที่อยู่อาศัยจะไม่เพียงพอต่อการเติบโตของจำนวนประชากร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างโครงการเพิ่มมากกว่า 2 แสนหน่วย/ปี และการขยายจำนวนปีที่ชาวต่างชาติมีสิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ถึง 80 ปี จากเดิม 70 ปี ซึ่งปัจจัยดังกล่าวที่สนับสนุนให้มีการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจพรีแคสมีการเติบโตขึ้นตาม โดยคาดว่ามูลค่าของพรีแคสจะแปรผันตามมูลค่าการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
การก่อสร้างอื่นๆ ก็ยังมีการใช้พรีแคสเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีโอกาสขยายตัวอีกมากเช่นกัน เช่น การก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของทางภาครัฐ เช่น อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ไทยก็ใช้พรีแคสเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างโทลล์เวย์ และสะพาน นอกจากนี้ในสหรัฐมีการนำเอาพรีแคสมาใช้ในการซ่อมแซมถนน ซึ่งข้อดีหลักๆ คือ ช่วยลดระยะเวลาในการซ่อมแซมได้เป็นอย่างมาก และยังส่งผลดีต่อสภาพจราจรที่จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่ถือเป็นต้นทุนผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externality Cost)
ทั้งนี้ หากมองถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ใน AEC แล้ว เส้นทางขนส่งทางบกหลักๆ มีความจำเป็นและสำคัญเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจภายในประเทศเข้าด้วยกัน ทั้งนี้หากเทียบระบบการก่อสร้างระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนและสหรัฐแล้วจะพบช่องว่างอยู่มาก อย่างไรก็ตามก็เริ่มเห็นบางประเทศใช้พรีแคสในการก่อสร้างของภาครัฐไปบ้างแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าการนำพรีแคสไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ รูปแบบก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ผู้ประกอบการจะสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้น
การขยายกำลังการผลิต หรือจำนวนโรงงานผลิตพรีแคสของบริษัทเอกชนในแต่ละประเทศก็ถือเป็นสัญญาณของการเติบโตของธุรกิจนี้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ผลิตพรีแคส เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการของกิจการได้เพียงพอ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยบางรายเริ่มหันมาใช้พรีแคสในการก่อสร้างโครงการ โดยเป็นการซื้อจากบริษัทผู้ผลิตพรีแคสโดยตรง ในส่วนของผู้ประกอบการอินโดนีเซียก็พยายามขยายจำนวนโรงงานผลิตพรีแคสให้มีกำลังการผลิตที่มากพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
เนื่องจากปัจจุบันปริมาณความต้องการในประเทศอยู่ที่ 5.6 ล้านตัน ขณะที่กำลังการผลิตของบริษัทในประเทศมีเพียง 6.9 ล้านตัน นอกจากนี้บริษัทข้ามชาติหลายรายก็พยายามหาโอกาสการลงทุนในประเทศแถบอาเซียน เช่น จีน สิงคโปร์ หรือแม้แต่ไทยก็เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตพรีแคสในเมียนมา
เพื่อคว้าโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเป็นช่วงขาขึ้นอยู่ในปัจจุบัน







