
ก่อการร้ายแพร่ระบาด ระเบิดอีกกลางกรุงแบกแดด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
สํานักข่าวเอพีรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดในเวลาไล่เลี่ยกัน 2 ครั้งที่กรุงแบกแดด อิรัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 91 ราย บาดเจ็บอีกราว 176 ราย เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังกองทัพอิรักประกาศปลดแอกเมืองฟัลลูจาห์ จากการยึดครองของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในสัปดาห์ก่อนหน้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจและพยาบาลในอิรัก เปิดเผยว่า เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ครั้งแรกเกิดขึ้นที่เขตคาราดา ย่านการค้าสำคัญในกรุงแบกแดด มีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 86 ราย บาดเจ็บสาหัส 160 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวและคนหนุ่มสาว โดยกลุ่มไอเอสออกมาโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์อ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว ระบุว่าตั้งเป้าหมายโจมตีมุสลิมนิกายชีอะห์
ต่อมาไม่นาน เกิดเหตุระเบิดแสวงเครื่องครั้งที่ 2 ในทางตะวันออกของกรุงแบกแดด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บอีก 16 ราย ขณะที่ยังไม่มีผู้ออกมาอ้างตัวอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ก่อนหน้า กองทัพอิรักได้ประกาศความสำเร็จในปฏิบัติการยึดคืนเมืองฟัลลูจาห์ ที่ตกอยู่ใต้การควบคุมของกลุ่มไอเอส โดยในช่วงปีที่ผ่านมา กองทัพอิรักได้ยึดคืนพื้นที่หลายแห่งคืนจากกลุ่มไอเอสได้สำเร็จ รวมถึงเมืองรามาดี และเมืองรัทบาร์ ในทางตะวันตกของแบกแดด อย่างไรก็ดี ไอเอสยังคงยึดครองเมืองโมซุล ที่มีขนาดใหญ่ลำดับสองของอิรักและอีกหลายพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกได้
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้อิรักสามารถต่อสู้ยึดพื้นที่คืนจากไอเอสได้มากขึ้น แต่ไอเอสก็ยังโจมตีจากนอกประเทศได้หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายกรัฐมนตรี ไฮเดอร์ อัล อบาดี ของอิรัก ก็เผชิญแรงกดดันจากปัญหาความไม่สงบในสังคมและกระแสการต่อต้านรัฐบาลที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในกรุงแบกแดด จากความไม่พอใจการรักษาความปลอดภัยประชาชนในเมืองหลวง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้เข้าถล่มพื้นที่รัฐสภาและหน่วยงานทางการทูต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีระดับการรักษาความปลอดภัยสูงสุด
เยอรมนีพบไอเอสแฝงมากับผู้ลี้ภัย
เจ้าหน้าที่ข่าวกรองภายในเยอรมนี เปิดเผยว่า พบกลุ่มผู้ปฏิบัติงานให้กับไอเอสแฝงตัวเข้ามาในประเทศกับกลุ่มผู้ลี้ภัย 17 ราย โดยในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ถูกทางการกักตัวอยู่ และมี 2 รายเสียชีวิตในการก่อเหตุโจมตีกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ปีที่แล้ว
ฮานส์ จอร์จ มาสเซน ประธานสำนักงานข่าวกรอง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามพบความพยายามติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกกลุ่มไอเอสและกลุ่ม ผู้อพยพมากกว่า 320 ครั้ง
“การก่อการร้ายเป็นภัยอันตรายที่สุดในขณะนี้ เจ้าหน้าที่จะคุมเข้มไม่ให้เกิดเหตุโจมตีในลักษณะที่เกิดขึ้นที่สนามบินในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี และสิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องยับยั้งผู้ก่อการร้ายในบ้านให้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ได้รับแนวคิดลัทธิสุดโต่ง” มาสเซน กล่าวยืนยัน
เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมันได้จับกุมสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย 3 ราย ที่วางแผนโจมตีในเมืองดุสเซลดอร์ฟ โดยมี 2 รายเป็นผู้อยู่อาศัยในค่ายผู้อพยพมาก่อน
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2015 มีผู้อพยพจำนวนมากกว่า 1.2 ล้านคน เดินทางเข้ามาในเยอรมนี ส่วนใหญ่ข้ามมาจากตุรกีและเข้ามาในยุโรป บางส่วนลักลอบเข้ามา ทำให้เยอรมนีเผชิญความเสี่ยงอย่างรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย
นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานด้านผู้อพยพและผู้ลี้ภัย (บีเอเอ็มเอฟเอ) เปิดเผยว่า ในปี 2015 มีพลเมืองของประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป (อียู) อพยพเข้าไปอยู่ในเยอรมนีสูงสุดทำสถิติใหม่ โดยมีจำนวนมากกว่า 6.85 แสนคน ส่วนใหญ่มาจากโรมาเนีย โปแลนด์ และบัลแกเรีย ด้านผู้อพยพออกมีจำนวน 3.03 แสนคน ทำให้มีจำนวนผู้อพยพเข้ามากกว่าออกไปทั้งหมดที่ราว 3.82 แสนคน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานในระดับต่ำของเยอรมนีดึงดูดพลเมืองประเทศกลุ่มอียูที่ยากจนกว่า
ด้านประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ของตุรกี ประกาศว่า เสนอให้สัญชาติแก่ผู้ลี้ภัยจากซีเรีย ในระหว่างการเดินทางเยือนเมืองคิลิสทางใต้ของตุรกี ซึ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นมา 2 เท่า จากผู้ลี้ภัยจากซีเรีย โดยระบุว่า หน่วยงานด้านมหาดไทยกำลังดำเนินการดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ตุรกีประกาศให้ชาวซีเรียสามารถทำเรื่องขอใบอนุญาตทำงานในประเทศได้ หากมีนายจ้างรับรอง
อย่างไรก็ตาม เออร์โดกันไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า ผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนอาศัยอยู่ในตุรกีราว 2.7 ล้านราย ในขณะนี้สามารถขอสัญชาติได้ทั้งหมดหรือไม่ ขณะที่หลายฝ่ายกังวลว่านโยบายดังกล่าวอาจทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศรุนแรงยิ่งขึ้น และทำให้การดำเนินการตามข้อตกลงร่วมกับอียูเพื่อยับยั้งการไหลเข้ายุโรปของกลุ่มผู้อพยพซับซ้อนมากขึ้น
เหตุสังหารตัวประกันไม่ใช่ฝีมือไอเอส
ทางการบังกลาเทศยืนยันว่า กลุ่มก่อเหตุสังหารตัวประกัน 20 ราย ที่ร้านอาหารในย่านสถานทูตในกรุงธากา เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายท้องถิ่น จามาเอตุล มูจาฮีดีน ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส
อซาดุซามาน ข่าน รัฐมนตรีมหาดไทยของบังกลาเทศ ระบุว่า สมาชิกผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นผู้มีการศึกษาและมีฐานะ ซึ่งเข้าร่วมกลุ่มก่อการร้ายเพราะเห็นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ โดยในบรรดาผู้ก่อเหตุ 7 ราย เจ้าหน้าที่วิสามัญผู้ก่อเหตุ 6 ราย และจับกุมตัวได้ 1 ราย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ทางการได้เคยพยายามตามล่าตัวผู้ก่อเหตุ 5 ใน 7 ผู้ก่อเหตุนี้มาก่อนหน้านี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุและกลุ่มก่อการร้ายในต่างแดน แต่ยังไม่พบร่องรอย







