
สวนเอเดน แห่งกรุงโซล
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
ปิดเทอมว่างเว้นจากการสอน “เชกา” จึงได้ลงไปช่วยงานด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าว-พืช-ผัก-กสิกรรมแบบผสมผสาน ทั้งมวลล้วนจะอินทรีย์ ที่ Mix & Match กิจกรรมการผลิตได้หลายกระบวนท่า... โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญสามประการ คือ (1) เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ แม้ในฤดูแล้งที่มีน้ำน้อย (2) สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้มีสำรองเพียงพอในยามเกิดภัยพิบัติ (3) เกษตรกรและผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง...
ทว่า ปัญหาสำคัญที่พบในบริบทของจังหวัดนั้น (และคงเป็นคล้ายๆ กันอีกหลายจังหวัด) คือ ผลิตผลเกษตรอินทรีย์ ที่ประสงค์จะส่งนำออกจำหน่ายให้ตลาดท้องถิ่นเป็นอันดับแรก ให้คนในพื้นที่ได้บริโภคของดี มีคุณภาพ กลับมีผู้สนใจและตระหนักถึงภัยอันตรายของสารเคมีตกค้างน้อยเมื่อต้องจ่ายเงินมากกว่าพืชผลที่ปลูกด้วยสารเคมี ในขณะเดียวกันตลาดที่แท้จริงอยู่ในเมืองใหญ่ที่ผู้คนมีกำลังซื้อสูง...ทว่า หากต้องการไปถึงตลาดนั้นก็จะต้องมีค่าการตลาด ค่าทำบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามจูงใจ และค่าขนส่งสินค้า จึงทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไปอีกมาก
กรณี “ข้าวอินทรีย์” มีต้นทุนค่าสี ค่าเช่าที่จัดเก็บในโรงสี คำนวณรวมแล้วปรากฏว่า ที่เราซื้อข้าวหอมมะลิอินทรีย์ราคาแพงมาจากห้างน่ะ เป็นค่าวัตถุดิบหลัก คือ ข้าวเปลือก เพียงแค่ 15-20% ส่วนอีก 80-85% กลายเป็นค่าปัจจัยจิปาถะที่กล่าวมา ดังนั้นหากเกษตรกรไม่มีเงินทุนสำรองมากพอ ก็จะไม่สามารถรอเวลาให้ระบายข้าวออกไปหมดในแต่ละปีได้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรท้อแท้และยกเลิกไปหลายราย
...“แม้เรามีผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่จะมีประโยชน์อันใด หากมิอาจทำให้ผู้คนเจ้าของแผ่นดินทุกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นได้”...
ว้าบบบ...ด้วยความเร็วแสงในทันใดไปหมุนตัวอยู่ใจกลาง “มหานครโซล” ที่หันไปทางไหนก็มีแต่ตึก คนโซลบอกว่า “หากมีที่ว่างเพียงไม่กี่ตารางเมตรในโซล ที่ตรงนั้นก็จะมีไว้เพื่อก่อสร้างอะไรบางสิ่งบางอย่าง” วิถีชีวิตชาวกรุงโซลที่มีอยู่ราว 10 ล้านคน ในพื้นที่ 605.4 ตร.กม. (กทม. 1,568.7 ตร.กม.) จึงมีทั้งพื้นที่และเวลาจำกัดกว่าเรามาก
ย้อนกลับไปในปี 1998 อาจารย์ท่านหนึ่ง จากสาขาวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล จึงได้ริเริ่มจัดการสัมมนาเพื่อหา “แนวทางสร้างหลังคาตึกให้เป็นสีเขียวด้วยการปลูกพืช” ออกมาอย่างต่อเนื่องและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ต่อมาจึงได้เกิด Korea Green Roof & Infrastructure Association (KoGRIA) และในที่สุด ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา...ศาลาว่าการกรุงโซลก็เห็นดีด้วย จึงได้ออกเงินลงทุนให้ครึ่งหนึ่งแก่ผู้ที่ต้องการปลูกพืชสร้างสีเขียวบนหลังคาตึกระฟ้าในกรุงโซล
ปัจจุบันนี้ มีสวนผักผลไม้และดอกไม้จำนวน 680 สวน ที่กำลังเจริญงอกงามอยู่บนหลังคาตึก 680 แห่งในใจกลางกรุงโซล เป็นทั้งแหล่งอาหารสุขภาพ ที่ผลิตออกซิเจน ที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่ออกกำลังกาย แหล่งเพาะพันธุ์ผึ้งและผลิตน้ำผึ้ง ที่คืนความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศในเมืองหลวง...(อ่านต่อฉบับหน้า)







